Thai Fukoku เผย ต้องใช้ทั้งแผนรับ-รุก ในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน

อัปเดตล่าสุด 22 พ.ย. 2562
  • Share :
  • 1,031 Reads   

บริษัท ไทยฟูโกกุ จำกัด (Thai Fukoku Co., Ltd.) ผู้ผลิตชิ้นส่วนประเภท Anti-Vibration ทั้งในยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และลิฟท์อาคาร โดยผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับหลายค่าย เช่น โตโยต้า นิสสัน มิตซูบิชิ อีซูซุ ฮีโน่ จีเอ็ม มาสด้า ซูซูกิ และอื่น ๆ  มียอดขายในปี 2018 ถึง 1,100 ล้านบาท ไทยฟูโกกุ ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 1983 ซึ่งเป็นสาขาต่างประเทศแห่งแรกของ Fukoku Co., Ltd. ประเทศญี่ปุ่น  สำหรับช่วงปีนี้ที่ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน ไทยฟูโกกุ ก็เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การตลาดที่เปลี่ยนแปลง ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ สถานการณ์เช่นนี้ ไทยฟูโกกุ ใช้แผนตั้งรับ แต่แผนการผลิตเลือกที่จะเป็นฝ่ายรุก 

ปี 2019 นี้ อาจจะไม่ใช่ปีที่ดีของผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หลายสถานการณ์ส่งผลกระทบโดยตรงอย่างหนักหน่วง ด้วยปัจจัยลบทางเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต้องหาทางรับมือ ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รปรับลดเป้าการผลิตรถยนต์ปี 2562 เหลือ 2 ล้านคัน จากเดิมมีเป้าการผลิตอยู่ที่  2.15 ล้านคัน ตัวเลขที่ปรับลดนี้น้อยกว่าปีที่แล้วถึง 2.167 ล้านคัน นอกจากนี้ ยังมีการปรับลดเป้าผลิตเพื่อส่งออกเหลือเพียง 1 ล้านคัน จากเดิมกำหนดเป้าส่งออก 1.1 ล้านคัน ซึ่งในปีที่แล้วผลิตเพื่อส่งออก 1.142 ล้านคัน


การปรับลดเป้าการผลิตรถยนต์สอดคล้องกับยอดการผลิตรถยนต์ที่มีจำนวนยอดการผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 เนื่องจากการส่งออกที่หดตัวลง และการจำหน่ายในประเทศชะลอตัวจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่หลายแห่งเริ่มทยอยออกประกาศเกี่ยวกับการจ้างแรงงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการปลดพนักงาน หยุดจ้างชั่วคราว ลดเวลาการทำงานลง ซึ่งล้วนจากเหตุคำสั่งซื้อสินค้าลดลง และมียอดขายที่ลดลง

สถานการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าว นอกจากส่งผลต่อผู้ประกอบการผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดใหญ่แล้ว บริษัทที่มีขนาดปานกลาง รวมไปถึงบริษัทขนาดเล็ก จะอยู่รอดอย่างไร อาจต้องมีการปรับแผนเพื่อพลิกเกมอย่างจริงจัง โดย Thai Fukoku Co., Ltd. ซึ่งมีฐานลูกค้าหลักในกลุ่มยานยนต์ Mr. Kazuhiko Kobayashi, Managing Director ได้มาแบ่งปันวิธีคิดที่ใช้ผลักดันธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความยากเช่นนี้

ไทยฟูโกกุ จะมีการตั้งเป้าหมาย และกำหนดแผนการดำเนินงานระยะ 3 ปี ซึ่งช่วงปี 2018 ทีมบริหารได้มีการวางแผนดังกล่าวไว้แล้ว แต่ต่อมาปี 2019 นี้ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกมีปัญหา บวกกับสถานการณ์การซื้อขายรถยนต์ทั่วโลกดิ่งลง ส่งผลกระทบต่อไทยฟูโกกุไม่น้อย ซึ่งจากเดิมมีการคาดการณ์ว่า ปี 2019 ยอดขายจะสามารถขยายตัวได้อีก 10% แต่ก็ยังไม่สามารถขยายได้ตามเป้าหมาย” Mr. Kazuhiko Kobayashi แจง 

Mr. KAZUHIKO KOBAYASHI Managing Director บริษัท ไทยฟูโกกุ จำกัด (Thai Fukoku Co., Ltd.)

ในสภาวะเศรษฐกิจไม่สู้ดีเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อสถานการณ์การผลิต ด้วยลักษณะการทำงาน การวิเคราะห์และบริหารงานสไตล์ญี่ปุ่น ไทยฟูโกกุ เลือกที่จะใช้วิธีการตั้งรับต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ

l ตั้งรับต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ

ไทยฟูโกกุ มีการตั้งรับอย่างมั่นคง แต่ยืดหยุ่น จากเป้าหมายระยะกลาง (3 ปี) ซึ่งได้วางแผนไว้เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา แต่เนื่องด้วยช่วงปี 2019 นี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างหนัก มีช่วงที่ยอดขายตก และหยุดชะงัก เนื่องจากออเดอร์จากอินเดียลดลง จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายกลางคัน โดยการวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง เทียบกับสถานการณ์ที่ผ่านมา นำไปสู่การคาดการณ์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ 

ดังนั้น เมื่อไทยฟูโกกุเห็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น จึงพยายามพาตัวเองเข้าไปหลบในที่ปลอดภัยให้มากที่สุด ซึ่งทางบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ทราบถึงสถานการณ์ ก็มีการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง หากที่ญี่ปุ่นมียอดสั่งซื้อจำนวนมากก็จะพิจารณาส่งมาให้ไทยฟูโกกุดำเนินการสู่กระบวนการผลิต เนื่องด้วยไลน์ผลิตของไทยฟูโกกุสอดรับกับมาตรฐานการผลิต และความต้องการของทางบริษัทแม่

นอกจากการตั้งรับสำหรับไลน์ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักแล้ว ไทยฟูโกกุยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจอื่น โดยขยายตลาดเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ และลิฟต์อาคารอีกด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาแผนธุรกิจ รวมทั้งเรียนรู้แผนการผลิต

l แผนการผลิตต้องเป็นฝ่ายรุก

ไทยฟูโกกุ ให้ความสำคัญกับการทำไคเซ็น (Kaizen) เป็นหัวใจหลัก มีการจัดตั้งทีมสำหรับดำเนินการเรื่องไคเซ็นโดยเฉพาะ “ธรรมชาติของความเคยชิน มักจะทำให้คิดอยู่ในกรอบเดิม ทำงานด้วยความคิดเดิม ๆ แต่ในสถานการณ์จริงสิ่งรอบตัว สถานการณ์ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงในไลน์ผลิต หลายครั้งเราพบว่ากระบวนการทำงานที่เคยดีและเหมาะสม ปัจจุบันอาจจะไม่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์แล้ว”

ไคเซ็นจึงเป็นแนวคิดที่ไทยฟูโกกุนำมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต โดยร่วมกันแสวงหาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การขับเคลื่อนกระบวนการผลิตด้วยไคเซ็นจะช่วยรักษามาตรฐานดีแบบเดิมให้คงอยู่  ขณะเดียวกันก็จะปรับปรุงให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น
 
สิ่งสำคัญในการการรักษามาตรฐานการผลิตคือเทคโนโลยี

แม้ว่าในปี 2014 - 2017 นั้น ไทยฟูโกกุต้องเผชิญกับยอดสั่งซื้อที่ลดลงก็ตาม แต่ด้วยทิศทางตลาดที่บริษัทคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโต รวมถึงการทำงานอย่างเข้มแข็ง ทำให้บริษัททราบยอดการสั่งซื้อ และคุณภาพสินค้าที่ลูกค้าต้องการล่วงหน้า จึงไม่ลังเลที่จะลงทุนเทคโนโลยีเครื่องจักร เพื่อรองรับโอกาสที่จะเข้ามา โดยในปี 2018 - 2019 ได้มีการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพิ่มเข้ามาในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเครื่องจักรที่ทำงานแบบอัตโนมัติ  ซึ่งนับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งก็ว่าได้ โดยใช้เม็ดเงินกว่า 600 ล้านบาท สิ่งที่ไทยฟูโกกุคิดต่อก็คือ การเฟ้นหาเครื่องมือตัด ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิต เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าอย่างสูงสุด

เครื่องมือตัด เม็ดมีด Insert ตัวช่วยสำคัญในกระบวนการผลิต 

เม็ดมีด Insert มีความสำคัญอย่างมากในการสร้างชิ้นงานให้มีคุณภาพ เรียกว่าเป็นตัวกำหนดคุณภาพของชิ้นงาน และยังมีหน้าที่ทำให้ชิ้นงานเกิดความแตกต่างมีแบบฉบับเฉพาะ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าของ ไทยฟูโกกุ ได้เป็นอย่างดี

โดยมีหลักการในการเลือกเม็ดมีด Insert ดังนี้

  1. สามารถตอบโจทย์เรื่องคุณภาพชิ้นงานได้ตามมาตรฐานแบบ 100% 
  2. เวลาในกระบวนการตัดชิ้นงาน คือหนึ่งปัจจัยที่ช่วยในการแข่งขันในธุรกิจอุตสาหกรรม เนื่องจากจะนำมาซึ่งการเพิ่มผลผลิต 
  3. ต้นทุนในการผลิต ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้

เพื่อประสิทธิภาพการผลิตที่สูงสุด ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของชิ้นงานและความคุ้มค่า ไทยฟูโกกุ จึงพิจารณาใช้ เม็ดมีด Insert จาก TaeguTec ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือตัดเพื่องานอุตสาหกรรมจากประเทศเกาหลี เหตุผลที่เลือกใช้เม็ดมีด Insert จาก Taegutec เพราะสามารถตอบโจทย์ในเรื่องของการใช้งานกับโลหะในกระบวนการผลิตได้ ทั้งยังมีการพัฒนาโซลูชันผลิตเม็ดมีด Insert แบบสั่งทำพิเศษ สำหรับตอบสนองความต้องการในการผลิตของ ไทยฟูโกกุ ขึ้นโดยเฉพาะ ไม่มีจำหน่ายที่ใด จึงสร้าง benefit ความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของ ไทยฟูโกกุ เพื่อการตอบสนองความต้องการในตลาดได้เป็นอย่างดี

“บริษัท ไทยฟูโกกุ (Thai Fukoku) เราแสวงหาความพึงพอใจในการให้บริการอย่างสมบูรณ์แบบ” ทั้งในเรื่องของการวางแผนบริหารต้นทุนการผลิตอันเกิดจากวัสดุสิ้นเปลืองจากเม็ดมีด Insert, ความมั่นใจในการแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิต, การให้บริการอย่างทันท่วงที รวดเร็ว ไม่กระทบกับกระบวนการผลิต, สามารถประเมินหรือจัดทำ Project line improvement ภาพรวมให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ต้องเห็นความคุ้มค่าที่คู่ควรในการใช้บริการ ซึ่ง TaeguTec ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถตอบสนองความต้องการได้ โดยเฉพาะในเรื่อง “Cost Reduction” ซึ่งนำสู่แผนการควบคุมต้นทุนการผลิต รวมทั้งทาง TaeguTec มีทีมวิศวกรมืออาชีพ ซึ่งคอยให้คำปรึกษาด้านเทคนิค สิ่งเหล่านี้ทำให้มั่นใจในแบรนด์ TaeguTec ว่าจะสามารถเป็นกำลังการผลิตที่สำคัญ ช่วยให้ Thai Fukoku ตอบสนองความต้องการเฉพาะของกลุ่มลูกค้าได้

สิ่งที่ บริษัท ไทยฟูโกกุ (Thai Fukoku) นำมาประเมินการให้บริการของ TaeguTec คือ QCD 

  1. Quality  คุณภาพของสินค้าจะต้องตรงตามวัตถุประสงค์ที่เรากำหนดไว้
  2. Cost ราคาต้องสมเหตุสมผล 
  3. Delivery ต้องจัดส่งให้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

ซึ่ง TaeguTec สามารถผ่านการประเมินได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ข้างต้น  ครบตามองค์ประกอบตามที่ ไทยฟูโกกุ ต้องการ จึงไว้วางใจใช้ TaeguTec ตลอดมา

และด้วยแผนการผลิตแบบรุก ทั้งเรื่องการให้ความสำคัญต่อการทำไคเซ็น (Kaizen) การรักษามาตรฐานการผลิตด้วยเทคโนโลยี และการเฟ้นหาเครื่องมือตัด เม็ดมีด Insert ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งาน และตอบสนองความต้องการในเรื่องความแตกต่างที่นำมาซึ่ง  benefit ที่โดดเด่น ส่งผลให้ บริษัท ไทยฟูโกกุ (Thai Fukoku) ได้โปรเจกต์ใหม่ ๆ  เข้ามาจำนวนมาก จนมียอดขายในปี 2018 อยู่ที่ 1,100 ล้านบาท และปัจจุบันมีพนักงาน 472 คน

ด้วยผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนเป็นผลมาจากความร่วมมือของพนักงานทุกคน ที่พยายามหาทางปรับปรุงกระบวนการทำงานผ่านการทำไคเซ็น  การทำกิจกรรม 5S รวมทั้งวิสัยทัศน์ในแผนการดำเนินงานของผู้บริหาร Mr. KAZUHIKO KOBAYASHI ที่เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี มีความละเอียดรอบคอบในการเลือกเครื่องมือตัด เม็ดมีด Insert ต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยในการผลิต จึงทำให้ยืนหยัดและต่อยอดความสำเร็จของธุรกิจมาได้เช่นทุกวันนี้


ที่มา : M Report