CEO Tim Cook เปิดตัว iPhone XR, XS, XS max

เจาะลึก iPhone ใหม่ พร้อมมุมมองและผลกระทบต่อซัพพลายเออร์

14 ก.ย. 2561
  • Share :

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น Apple ได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน “iPhone” โมเดลล่าสุด ซึ่งจากโมเดลที่ประกาศออกมานี้ มี 2 โมเดลที่ใช้จอภาพแบบ OLED (Organic Light-Emitting Diode) และมีจุดขายคือ ขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาพร้อมประสิทธิภาพที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ สมาร์ทโฟนค่ายจีนได้เข้ามายกระดับการแข่งขันในตลาดให้รุนแรงมากขึ้น ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ Apple จะก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการทวงส่วนแบ่งตลาดกลับมา

เหนือกว่า “X” ไปอีกขั้น

Mr. Tim Cook CEO บริษัท Apple กล่าวถึงโมเดลใหม่ภายในงานเปิดตัวว่า “เหนือกว่า “X” ไปอีกขั้นหนึ่ง” 

โดย “iPhone Xs Max” และ “iPhone Xs” มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.5 นิ้ว และ 5.8 นิ้ว ตามลำดับ ส่วน “iPhone XR” โมเดลซึ่งใช้จอผลึกเหลวมีขนาดหน้าอยู่อยู่ที่ 6.1 นิ้ว โดยทุกรุ่นมีจุดเด่นคือ ขนาดที่ใหญ่ขึ้น, ไม่มีปุ่มโฮม, และใช้ระบบ Facial Recognition 

ในส่วนของโปรเซสเซอร์ ได้ติดตั้งชิพ “A12 Bionic” เพื่อความสามารถในการประมวลผลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในรุ่น “Xs Max” และ “Xs” ยังติดตั้ง Dual camera เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการถ่ายภาพเอาไว้อีกด้วย

จะมีการเปลี่ยนตำแหน่งหรือไม่?

ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ บริษัทที่มียอดขายสูงสุดคือ Samsung ในขณะที่ Apple ตกลงมาเป็นลำดับที่ 2 อย่างไรก็ตาม ลำดับที่ 3 อย่าง Huawei เองก็สามารถทำยอดได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาแย่งลำดับที่ 2 ไปจาก Apple ในอนาคต

จากรายงานยอดขายสมาร์ทโฟนในไตรมาสที่ 2 ปี 2018 ซึ่งจัดทำโดย IDC พบว่า Apple มีส่วนแบ่งในตลาดอยู่ที่ 12% หรือเท่ากับ 4,130,000 เครื่อง ตกลงมาเป็นลำดับที่ 3 ถูกแซงหน้าโดย Huawei ซึ่งมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 15% หรือเท่ากับ 5,420,000 เครื่อง ซึ่งเป็นยอดที่มากขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ปี 2017 ถึง 40%

สาเหตุที่ยอดขาย Huawei เพิ่มขึ้นเช่นนี้ เป็นผลจากการใช้สมาร์ทโฟนราคาต่ำเข้ารุกตลาดประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตของตลาดสูง สวนทางกับตลาดสมาร์ทโฟนในภาพรวมที่กำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว และอีกปัจจัยหนึ่งนอกจากเรื่องของราคาคือ “Huawei P20 Pro” ซึ่งเป็นโมเดลแรกของโลกที่ติดตั้ง Triple Camera ซึ่งได้เข้าทำตลาดสมาร์ทโฟนหรูเพิ่มอีกทางหนึ่ง

หากมองที่ยอดขายต่อปี Apple ยังคงอยู่ในลำดับที่ 2 ซึ่งจากปีที่ผ่านมา Apple สามารถทำยอดได้ดีเป็นอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสสุดท้าย ก่อนยอดจะตกลงในช่วงไตรมาสแรกของปีถัดไปเป็นประจำ ทำให้คาดการณ์ได้ว่า ในปี 2018 นี้ ยอดขายของ Apple ก็จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกันนี้เช่นเคย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากแนวโน้มของ Huawei แล้ว เป็นไปได้ว่า Apple อาจจะถูกแซงหน้าไปในซักวันหนึ่ง ซึ่ง Mr. Yasuo Imanaka หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Rakuten Securities กล่าวแสดงความเห็นว่า “แม้ Apple จะเป็นผู้นำเทรนด์ แต่ราคาสินค้าของ Apple ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ ทำให้ไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่าโมเดลใหม่นี้จะช่วยเพิ่มยอดขายได้มากน้อยแค่ไหน”

ในอีกด้านหนึ่ง Huawei ได้ประกาศจะขึ้นเป็นที่ 1 ในตลาดในปี 2019 และเล็งไปที่การแข่งขันกับ Samsung แทน Apple แล้ว

ซึ่งทางด้าน Samsung นั้น ยอดขายของ “Galaxy S9” ซึ่งออกสู่ตลาดในปีนี้เป็นไปแบบไม่ดีนัก จึงมีความเป็นไปได้ว่าในปี 2019 อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดขึ้นจริงก็เป็นได้

คาดการณ์ได้ยากจากความไม่แน่ชัด

สำหรับซัพพลายเออร์ iPhone คือ สมาร์ทโฟนที่ใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตค่ายญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มซัพพลายเออร์เหล่านี้แสดงความเห็นว่า iPhone โมเดลใหม่นี้ไม่มีฟังก์ชันใหม่ที่เป็นนวัตกรรม ซึ่งเป็นไปตามที่เคยคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดหวังยอดขายจากการผลิตชิ้นส่วนให้ iPhone โมเดลใหม่นี้ได้มากนัก

ปัจจุบัน Murata Manufacturing อยู่ระหว่างการลงทุนเสริมกำลังการผลิตตัวเก็บประจุเซรามิคแบบหลายชั้น (MultiLayer Ceramic Capacitors: MLCC)  ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งด้วยความต้องการจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทางบริษัทต้องดำเนินการผลิตเต็มกำลัง และมีแผนลงทุนเพิ่มถึง 1 แสนล้านเยนในปี 2019 เพื่อตอบสนองทั้ง 2 อุตสาหกรรม ต่างจากผู้ผลิตหลายรายที่เลือกเบนเข็มไปยังอุตสาหกรรมยานยนต์เพียงอุตสาหกรรมเดียว

อย่างไรก็ตาม ด้วยยอดขายของ iPhone X ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้  ส่งผลให้ซัพพลายเออร์หลายรายหยุดการผลิตชิ้นส่วน iPhone X เอาไว้ชั่วคราว และชะลอการลงทุนเพิ่ม เพื่อรอดูแนวโน้มของ iPhone โมเดลใหม่นี้เสียก่อน ซึ่งมีซัพพลายเออร์จำนวนหนึ่งคาดการณ์ว่า “หลังปลายปีนี้ยอด iPhone X จะกลับมาดีขึ้น” เช่นกัน

ผู้ผลิตชิ้นส่วนอีกราย แสดงความเห็นต่ออิทธิพลของ iPhone โมเดลใหม่ว่า “ไม่แน่ชัดว่าจะส่งผลประโยชน์ต่อเรามากแค่ไหน อย่างไรก็ตาม iPhone X ซึ่งใคร ๆ ก็พูดกันว่ายอดขายไม่ดีก็เริ่มจะดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง” จึงทำให้การคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตเป็นไปได้ยากเป็นอย่างยิ่ง

ในขณะเดียวกัน โมเดลใหม่นี้ได้ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์จอภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากในโมเดลใหม่นี้ได้เปลี่ยนมาใช้หน้าจอที่ผลิตโดย LG แทนที่ Samsung ในโมเดลก่อนหน้า ซึ่งจอ OLED ของ iPhone X นั้น มีราคาสูงถึง 25% ของต้นทุนการผลิต จึงเป็นการเน้นย้ำถึงความต้องการในการลดการพึ่งพา Samsung ของ Apple อย่างชัดเจน รวมถึงยังเป็นการวางรากฐานให้ Apple สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้นในอนาคตอีกด้วย

นอกจาก Apple แล้ว Huawei และ Sony เองก็มุ่งใช้จอ OLED กับสมาร์ทโฟนเช่นกัน แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่คาดการณ์ว่าผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นซัพพลายเออร์จอ OLED ให้กับ Sony คือ LG และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการแข่งขันในตลาดจอ OLED ซึ่งมีราคาต่ำแต่ประสิทธิภาพสูงมากขึ้นหลังจากนี้ไป

จับตายอดขาย iPhone XR

สิ่งที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนค่ายญี่ปุ่น รวมถึงซัพพลายเออร์รายอื่น ๆ ต้องจับตามองมีอยู่ 3 ข้อ คือ

  1. เดิมทีราคาจัดส่งของ iPhone เฉลี่ยอยู่ที่ราว 600 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคาจัดส่งได้ขึ้นมาอยู่ที่ 700 ดอลลาร์ และคาดการณ์ว่าราคาจัดส่งของ iPhone XR จะสูงขึ้นมากกว่านี้อีก ซึ่งหากราคาจัดส่งเพิ่มขึ้นแล้ว ซัพพลายเออร์ก็จะได้รายได้จากการซัพพลายชิ้นส่วนมากขึ้น
  2. ราคาขายจริง ซึ่งแม้ว่า iPhone จะเป็นผู้นำเทรนด์ แต่ด้วยราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ iPhone X ทำให้ต้องจับตาดูว่า ผู้บริโภคจะให้การยอมรับหรือไม่
  3. ยอดขาย ยกตัวอย่างเช่น หาก Xs Max ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ Dual Camera ทำยอดได้ต่ำกว่า XR ซึ่งเป็นแบบ Single Camera แล้ว ย่อมไม่เป็นผลดีกับผู้ซัพพลายชิ้นส่วนกล้อง

ที่มา : Nikkan Kogyo Shimbun