NSK และ NTN เตรียมควบรวมธุรกิจ Bearing สร้างแชมป์ญี่ปุ่นรับศึก EV จีน และ Physical AI
อุตสาหกรรม Bearing ของญี่ปุ่นกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังจาก NSK (Nippon Seiko) และ NTN สองผู้ผลิต Bearing รายใหญ่ของประเทศ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการควบรวมธุรกิจ ซึ่งหากได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศต่าง ๆ จะส่งผลให้เกิดผู้ผลิต Bearing รายใหม่ที่มีขนาดใกล้เคียงกับผู้นำตลาดโลกอย่าง SKF จากสวีเดน และ Schaeffler จากเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการควบรวมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มขนาดธุรกิจ แต่เป็นความพยายามในการสร้างองค์กรที่มีความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตชะลอลง การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตจีน
→ อ่านเพิ่มเติม: ตลาดเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ Supercycle รอบใหม่ รับแรงหนุน AI และ HBM
อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนไป กดดันผู้ผลิต Bearing ทั่วโลก
27 พฤษภาคม 2569 — Eiichi Ukai ประธาน NTN เปิดเผยว่า อุตสาหกรรม Bearing โลกได้ผ่านการรวมตัวของผู้เล่นรายใหญ่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกามาแล้ว ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีผู้ผลิตหลายรายแข่งขันกันอยู่ภายในประเทศ
ด้าน Akitoshi Ichii ประธาน NSK มองว่า หากญี่ปุ่นต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการผลิตในระยะยาว การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศถือเป็นสิ่งจำเป็น
แม้ NSK และ NTN จะมีจุดแข็งในผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน โดย NTN แข็งแกร่งในกลุ่ม Bearing ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ส่วน NSK มีความเชี่ยวชาญด้าน Bearing ขนาดเล็ก แต่ทั้งสองบริษัทต่างมีความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกันในหลายกลุ่มตลาด
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจาควบรวมธุรกิจอีกครั้ง คือแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดหลักของผู้ผลิต Bearing ทั่วโลก
สำหรับ NTN ธุรกิจยานยนต์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ของรายได้ทั้งหมด โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ Hub Bearing และ Drive Shaft ซึ่งทั้ง NSK และ NTN ต่างครองส่วนแบ่งตลาดระดับโลกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

→ อ่านเพิ่มเติม: Amazon-NVIDIA หนุน Neura Robotics ระดมทุนสูงสุด 1.4 พันล้านดอลลาร์ เร่งพัฒนา Humanoid Robot
การแข่งขันจากจีนและการเปลี่ยนผ่านสู่ EV
นอกจากการชะลอตัวของตลาดรถยนต์แล้ว ผู้ผลิตญี่ปุ่นยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตของผู้ผลิตจีนที่พัฒนาทั้งกำลังการผลิตและคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง
Kosuke Tai หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Daiwa Securities ระบุว่า ผู้ผลิตจีนไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะตลาดภายในประเทศอีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่ตลาดโลกในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงตลาด Bearing
Ukai ยอมรับว่าปัจจุบันมีผู้ผลิต Bearing ในจีนมากกว่า 1,000 ราย และคุณภาพของสินค้าหลายรายพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนการแยกแยะระหว่างสินค้าคุณภาพต่ำกับสินค้าระดับอุตสาหกรรมทำได้ยากขึ้นกว่าในอดีต
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยานยนต์โลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ EV การชะลอหรือยกเลิกโครงการ EV ของผู้ผลิตรถยนต์บางราย และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์โดยตรง
จาก Automotive สู่ Robotics และ Physical AI
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของการควบรวมกิจการครั้งนี้ คือการปรับพอร์ตธุรกิจเพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต
NSK และ NTN มองว่า Robotics จะเป็นอุตสาหกรรมเติบโตสำคัญถัดจากยานยนต์ โดยเฉพาะการเติบโตของ Physical AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม เคลื่อนที่ และปฏิบัติงานได้อย่างอัตโนมัติมากขึ้น
Ichii ระบุว่า ในอนาคตบริษัทไม่ควรจำกัดบทบาทเพียงการจำหน่ายชิ้นส่วนเครื่องจักร แต่ต้องพัฒนาไปสู่การนำเสนอ Solution และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ทั้งสองบริษัทคาดหวังว่าจะสามารถผสานจุดแข็งด้าน Bearing, Linear Motion และเทคโนโลยีความแม่นยำสูง เพื่อนำไปพัฒนาชิ้นส่วนสำหรับ Actuator และระบบการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์รุ่นใหม่

ข้อต่อส่งกำลังคงที่ (CVJ) หนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของ NTN ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเพลาขับที่ทำหน้าที่ส่งกำลังจากระบบขับเคลื่อนไปยังล้อรถยนต์
Aftermarket ธุรกิจรายได้ประจำที่กำลังได้รับความสำคัญ
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการขยายธุรกิจ Aftermarket หรือการจำหน่ายอะไหล่ทดแทนและบริการหลังการขาย
NTN ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Aftermarket จาก 18.6% ในปีงบประมาณล่าสุด สู่ 40% ภายในปี 2035 โดยมี SKF เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญ
บริษัทมองว่าความสามารถในการจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว การบริหารคลังสินค้า และเครือข่ายบริการทั่วโลก จะกลายเป็นปัจจัยแข่งขันที่สำคัญไม่แพ้ประสิทธิภาพของตัวผลิตภัณฑ์
จุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมญี่ปุ่นรอบใหม่
นักวิเคราะห์มองว่า การควบรวมของ NSK และ NTN อาจกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องจักรญี่ปุ่นในรอบหลายทศวรรษ
นอกเหนือจากการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การรวมทรัพยากรด้านวิจัย พัฒนา และเครือข่ายธุรกิจ อาจช่วยให้ผู้ผลิตญี่ปุ่นสามารถแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลกได้ดีขึ้นในยุคที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์สู่หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และ Physical AI
ในระยะสั้น ความสำเร็จของดีลนี้ยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันในหลายประเทศ แต่ในระยะยาว การควบรวมครั้งนี้อาจสะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตญี่ปุ่น ที่กำลังเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกในทศวรรษหน้า

→ งานอีเวนท์ที่เกี่ยวข้อง: Smart Manufacturing 2026 - Ayutthaya Edition อยุธยา
ที่มา: Nikkan Kogyo Shimbun
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
