ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างทางการค้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับสหรัฐฯ และพลวัตโลกที่โน้มเอียงไปสู่จีน
จากบทวิเคราะห์ดัชนีเชิงปริมาณ: ความเอนเอียงของการค้าสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ไปสู่จีน ได้ทำการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของสินค้าเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยอาศัยดัชนีเชิงปริมาณ 3 ประเภทที่สะท้อนมิติการแข่งขันที่แตกต่างกัน เพื่อพิจารณาว่าดัชนีใดมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ไปจีนและสหรัฐฯ มากกว่ากัน ซึ่งดัชนีทั้ง 3 ประเภทที่ทำการศึกษา ได้แก่
- ดัชนีความเกื้อกูลทางการค้า (Trade Complementarity Index: TCI) เป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็นถึงระดับความสอดคล้องระหว่างโครงสร้างการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศหนึ่งกับโครงสร้างการนำเข้าของประเทศคู่ค้า
- ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ (Revealed Comparative Advantage: RCA) เป็นดัชนีที่สะท้อนถึงความสามารถทางการแข่งขันของประเทศหนึ่งว่ามีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ไปยังประเทศคู่ค้าหรือไม่
- ดัชนีความเข้มข้นทางการค้า (Trade Intensity Index: TII) เป็นดัชนีที่ใช้วัดระดับความเข้มข้นหรือการพึ่งพิงเชิงคู่ค้า โดยเปรียบเทียบสัดส่วนการค้าระหว่างสองประเทศกับสัดส่วนการค้าโลก
ซึ่งการเลือกใช้ทั้งสามดัชนีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การประเมินความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของสินค้าเซมิคอนดักเตอร์โลกมีความครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างการค้า ศักยภาพการแข่งขันของสินค้า และความเข้มข้นเชิงคู่ค้า โดยใช้ชุดข้อมูลอนุกรมเวลา (Time Series Data) รายปีตั้งแต่ปี 2016 - 2024 รวมระยะเวลา 9 ปี และข้อมูลตัดขวาง (Cross - Sectional Data) ครอบคลุม 58 ประเทศ และวิเคราะห์โดยใช้วิธีโมเดลแบบผลกระทบคงที่ (Fixed Effects Model) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง (Forecast) และควบคุมความแตกต่างเชิงโครงสร้างของแต่ละประเทศที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลา
โดยผลการวิเคราะห์พบว่า ค่า Beta Coefficients ของ TII มีค่าเท่ากับ 0.5399 ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาดัชนีทั้ง 3 ประเภท สะท้อนว่า TII มีอิทธิพลต่อผลต่างระหว่างมูลค่าการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ไปจีนกับสหรัฐฯ มากที่สุด ทั้งนี้ เนื่องจาก TII วัดระดับความเข้มข้นและการพึ่งพิงเชิงคู่ค้าโดยตรง จึงสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการส่งออกได้ชัดเจนกว่าดัชนีที่สะท้อนเพียงโครงสร้างหรือศักยภาพเชิงสินค้าเท่านั้น กล่าวคือ เมื่อค่า TII ในสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ระหว่างประเทศหนึ่งกับจีนเทียบกับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1 หน่วย มีความสัมพันธ์กับมูลค่าการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศนั้นไปจีนที่เพิ่มขึ้น 0.5399 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้สมมติฐานที่ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศนั้นไปสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งผลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความเอนเอียงของการค้าเซมิคอนดักเตอร์โลกไปทางจีนอย่างมีนัยสำคัญ จีนจึงถือเป็นตลาดหลักที่กำหนดทิศทางการค้าของประเทศคู่ค้า
นอกจากการวิเคราะห์แนวโน้มความเอนเอียงของการค้าเซมิคอนดักเตอร์ในระดับโลกแล้ว บทความนี้ยังมุ่งวิเคราะห์แนวโน้มการค้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทย เพื่อทำความเข้าใจบทบาทและทิศทางของไทยในห่วงโซ่-อุปทานโลก โดยใช้ดัชนีความเข้มข้นทางการค้า (Trade Intensity Index: TII) ในการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ทางการค้าของไทยกับจีน - สหรัฐฯ ซึ่งผลการวิเคราะห์จะช่วยสะท้อนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและแนวโน้มการค้าในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย อันจะนำไปสู่การกำหนดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีความยืดหยุ่น สมดุล และสอดคล้องกับพลวัตของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก
ภาพรวมการค้าสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทย
หากพิจารณาภาพรวมการค้าสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทย ปี 2016 - 2024 (ภาพที่ 1) พบว่า การนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 12.24 โดยไทยนำเข้าสินค้าดังกล่าวเพื่อการประกอบ ทดสอบ และบรรจุ (Assembly, Testing, and Packaging) ก่อนที่จะประกอบรวมกับส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป็นแผงวงจรรวม (PCBA) และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งออกต่อไป ขณะที่ การส่งออกของไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 3.86 สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของการส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ที่ใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน
สำหรับภาพรวมการนำเข้าและการส่งออกสินค้าเซมิ-คอนดักเตอร์ของไทยกับจีน - สหรัฐฯ ปี 2024 (ภาพที่ 2 - 3) พบว่า ไทยมีการนำเข้าสินค้าเซมิคอนดักเตอร์จากจีนมากสุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากไต้หวัน ด้วยมูลค่ากว่า 3,758 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นร้อยละ 13.57) และนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 6 ซึ่งมีมูลค่า เท่ากับ 1,336 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นร้อยละ 4.82) ขณะที่ ไทยส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ไปสหรัฐฯ สูงสุด ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 2,976 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นร้อยละ 24.11) และส่งออกไปจีนเป็นอันดับที่ 5 มีมูลค่าเท่ากับ 810 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นร้อยละ 6.56) แสดงให้เห็นว่า ไทยมีการนำเข้าสินค้าเซมิคอนดักเตอร์จากจีนสูงและมีการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปสหรัฐฯ สูงเช่นกัน (ภาพที่ 4 - 5) ซึ่งจากข้อมูลมูลค่าการนำเข้าและการส่งออกข้างต้น อาจสร้างข้อกังวลเชิงโครงสร้างแก่สหรัฐฯ ได้ว่า จีนอาจใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

การวิเคราะห์ดัชนีความเข้มข้นทางการค้า (Trade Intensity Index: TII)
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางการค้าของประเทศผู้ส่งออกกับตลาดนำเข้าหลักอย่างจีนและสหรัฐฯ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้นำเข้าเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้น การทำความเข้าใจดัชนีที่กำหนดทิศทางและความแตกต่างของการส่งออกไปยังสองตลาดนี้ จึงช่วยสะท้อนทั้งโครงสร้างการพึ่งพิงและแนวโน้มการเอนเอียงทางการค้าในห่วงโซ่อุปทานโลก การศึกษาครั้งนี้อาศัยการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (Mean) ของผลต่างของดัชนีความเข้มข้นทางการค้า (Trade Intensity Index: TII) ระหว่างประเทศต่าง ๆ กับจีน - สหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้สามารถจัดกลุ่มประเทศออกเป็นกลุ่มที่เอนเอียงไปทางจีน กลุ่มที่เอนเอียงไปทางสหรัฐฯ และกลุ่มที่มีลักษณะสมดุลได้อย่างชัดเจน
สำหรับดัชนี TII นั้น เป็นดัชนีที่ใช้วัดระดับความเข้มข้นของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง หรือประเทศผู้ส่งออกกับประเทศคู่ค้ามีระดับการค้าเข้มข้นมากน้อยเพียงใด โดยเปรียบเทียบสัดส่วนการค้าระหว่างสองประเทศกับสัดส่วนการค้าโลก หากค่า TII > 1 หมายถึง ประเทศนั้นส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ไปยังคู่ค้าในสัดส่วนที่มากกว่าสัดส่วนการค้าโลก บ่งชี้ว่าประเทศทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นกว่าที่ควรจะเป็นตามขนาดตลาด ขณะที่ ค่า TII = 1 หมายความว่า การค้าระหว่างสองประเทศสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยโลก และค่า TII < 1 หมายความว่า ประเทศนั้นส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ไปยังคู่ค้าในสัดส่วนที่ต่ำกว่าสัดส่วนการค้าโลก สะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางการค้าที่ค่อนข้างจำกัด โดยมีสมการการคำนวณ ดังนี้

เมื่อจัดกลุ่มประเทศโดยใช้ดัชนี TII (ภาพที่ 6) พบว่า จากข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง ประเทศส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 มีความเข้มข้นทางการค้ากับสหรัฐฯ มากกว่าจีน โดยตัวอย่างกลุ่มประเทศที่เอนเอียงไปจีน เช่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานที่ผูกพันกับจีน ขณะที่ ตัวอย่างกลุ่มประเทศที่เอนเอียงไปสหรัฐฯ เช่น อิสราเอล มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น ซึ่งสะท้อนการเข้าถึงตลาดเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ สำหรับประเทศไทย พบว่า ค่าเฉลี่ยของผลต่างของ TII ระหว่างไทยกับจีน - สหรัฐฯ เป็นลบ โดยมีค่าเท่ากับ -2.43 (ตารางที่ 1 ในภาคผนวก) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา (ปี 2016 - 2024) ไทยพึ่งพิงและมีความเข้มข้นทางการค้ากับสหรัฐฯ มากกว่าจีนในเชิงโครงสร้างการส่งออก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดัชนี TII ของไทยจะบ่งชี้ถึงความเข้มข้นทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่สูงกว่าจีน แต่ผลการวิเคราะห์จากแบบจำลอง Fixed Effects ในระดับโลกกลับพบว่าประเทศส่วนใหญ่มีแนวโน้มพึ่งพาจีนมากขึ้น ทั้งนี้ ความแตกต่างของการวิเคราะห์ดัชนี TII และแบบจำลอง Fixed Effects ไม่ได้สะท้อนถึงความไม่สอดคล้องของข้อมูล แต่แสดงถึงการวิเคราะห์ในมิติที่แตกต่างกัน โดย TII ของไทยเป็นตัวชี้วัดความเข้มข้นทางการค้าจริงจากข้อมูลในอดีต (Historical Data) จึงสะท้อนสถานะของไทยในระบบการค้าระหว่างประเทศในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา (ปี 2016 - 2024) ว่ามีความแน่นแฟ้นกับจีนหรือสหรัฐฯ มากกว่ากัน ซึ่งจากการวิเคราะห์ พบว่า ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่แน่นแฟ้นกว่าจีน เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยมีห่วงโซ่อุปทานที่ผูกพันกับบริษัทสัญชาติอเมริกัน อีกทั้งสหรัฐฯ ยังเป็นตลาดเพื่อผลิตสินค้าขั้นปลายที่มีมูลค่าสูง โดยจากข้อมูลมูลค่าการค้าจาก Global Trade Atlas พบว่า ในปี 2024 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ไปยังสหรัฐฯ สูงกว่าจีนถึง 3.7 เท่า นอกจากนี้ ไทยยังได้มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้แก่บริษัทต่างชาติ ซึ่งมีบริษัทสัญชาติอเมริกันบางแห่งได้ลงทุนในไทยในส่วนการผลิตชิ้นส่วนเฉพาะทาง ส่งผลให้สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงกว่า ขณะที่ การวิเคราะห์แบบจำลอง Fixed Effects เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง (Forecast) ของการพึ่งพิงตลาดในระดับโลก ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางและแนวโน้มในอนาคต โดยเมื่อค่า TII ในสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ระหว่างไทยกับจีนเทียบกับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะมีความสัมพันธ์กับมูลค่าการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทยไปจีนที่เพิ่มขึ้น 0.5399 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้สมมติฐานที่ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทยไปสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างผลของ TII ของไทยกับผลการวิเคราะห์จากแบบจำลอง Fixed Effects จึงแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของไทยในปัจจุบันกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบโลก ซึ่งผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดยุทธศาสตร์การค้า โดยต้องตระหนักว่า แม้ไทยจะยังคงพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่ภายใต้พลวัตโลกที่จีนมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ย่อมก่อให้เกิดแรงกดดันให้ไทยต้องปรับตัวในอนาคต
ทั้งนี้ โครงสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยมีการเชื่อมโยงกับบริษัทข้ามชาติหลายรายที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและประกอบในระดับภูมิภาค เพื่อรองรับห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น บริษัท Infineon Technologies สัญชาติเยอรมนี มีแผนลงทุนจัดตั้งโรงงาน Semiconductor Advanced Packaging / Backend Fab แห่งใหม่ที่ จ.สมุทรปราการ ในปี 2026 เพื่อขยายขีดความสามารถในการผลิตและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) ซึ่งเป็นเป็นบริษัทในเครือ Microchip Technology Inc. สัญชาติอเมริกัน ได้ลงทุนขยายฐานการผลิตในไทยอีก 2,000 ล้านบาท โดยเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง เพื่อดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทดสอบชิปในภูมิภาค เป็นต้น การดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการค้าและการพึ่งพิงเชิงคู่ค้าของไทย การออกแบบนโยบายการค้าและการลงทุนในอนาคตจึงควรคำนึงถึงบทบาทของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ในฐานะตัวกลางเชื่อมโยงที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าอย่างจีนและสหรัฐฯ ด้วย
นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรมุ่งทั้งการเสริมสร้างความเข้มข้นของความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อใช้ประโยชน์จากศักยภาพการขยายตัวของตลาด และการกระจายตลาดโดยเพิ่มความเข้มข้นทางการค้ากับจีนและประเทศคู่ค้าอื่น เพื่อลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ ที่มากเกินไป และสร้างสมดุลที่ยั่งยืนต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของไทย
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อตลาดสหรัฐ
- ยกระดับกระบวนการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการลงทุนในขั้นตอนการผลิตสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่ซับซ้อน เช่น IC Design, Assembly & Testing และ Advanced Packaging โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทสัญชาติอเมริกัน โดยการลงทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการผลิตภายในประเทศ พร้อมยกระดับไทยให้เป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก
- ขยายโอกาสทางการตลาดในอุตสาหกรรมที่สหรัฐฯ มีความต้องการสูง โดยเฉพาะในสินค้าด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง อุปกรณ์ทางการแพทย์ และ Green Products หากไทยพัฒนาขีดความสามารถผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการก็จะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดมูลค่าสูงและยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
- ยกระดับมาตรฐานสินค้าและการผลิต ในสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานแรงงาน และความมั่นคงทางไซเบอร์ของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ลดความเสี่ยงทางการค้า และเพิ่มโอกาสขยายสู่ตลาดสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน
- เสริมสร้างความร่วมมือผ่านกรอบเศรษฐกิจภูมิภาค ไทยควรมีบทบาทเชิงรุกใน Indo - Pacific Economic Framework (IPEF) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ และเชื่อมโยงกับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร ซึ่งเอื้อต่อการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
- จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับและกลไกรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า สำหรับสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทย โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อตลาดจีน
- สนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากจีน (FDI) ผ่านการใช้มาตรการจูงใจด้านภาษีและการลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการผลิตขั้นสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของไทยจากผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อการส่งออกสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าที่จีนให้ความสำคัญ
- พัฒนาความร่วมมือเชิงลึกในห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและจีน โดยจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาด ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับการผลิตของไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์มูลค่าสูงในอนาคต
- ส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนา (R&D) ระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนของไทยกับจีน เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตสู่การผลิตสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
- ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ACFTA) ซึ่งสิทธิประโยชน์จาก FTA จะช่วยลดต้นทุนและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดจีนได้
สรุป
แม้ว่าผลการวิเคราะห์การค้าเซมิคอนดักเตอร์โลกจากโมเดลแบบผลกระทบคงที่ (Fixed Effects Model) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง (Forecast) จะสะท้อนให้เห็นถึง แนวโน้มความเอนเอียงของการค้าไปทางจีนอย่างมีนัยสำคัญและสะท้อนบทบาทของจีนในฐานะตลาดหลักของประเทศคู่ค้า แต่เมื่อพิจารณาในบริบทของความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของไทยผ่านการวิเคราะห์ดัชนี TII ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเข้มข้นทางการค้าจริงจากข้อมูลในอดีต (Historical Data) กลับพบว่า ไทยยังคงมีความเข้มข้นทางการค้ากับสหรัฐฯ สูงกว่า ดังนั้น การดำเนินนโยบายการค้าเซมิคอนดักเตอร์ของไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงความสมดุลเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน หากไทยพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งสูงเกินไป อาจเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการจำกัดทางการค้าและแรงกดดันเชิงนโยบายจากคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ ดังนั้น ไทยควรวางตำแหน่งตนเองเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้และเป็นกลาง (Neutral Trusted Partner) โดยรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของทั้งสหรัฐฯ และจีน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ไปยังทั้งสองตลาดหลักได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ไทยควรใช้ยุทธศาสตร์เพื่อเสริมความเข้มข้นทางการค้ากับทั้งสหรัฐฯ และจีน โดยไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน การรักษาสมดุลนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าหลัก ขณะเดียวกัน การลงทุนในเทคโนโลยี การพัฒนามาตรฐานการผลิต และการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร จะช่วยให้ไทยก้าวจากผู้ประกอบสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ขั้นปลายสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่มูลค่าโลกในอนาคต พร้อมรองรับพลวัตของตลาดโลกที่จีนมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บทความนี้จัดทำโดย
แผนกนโยบายและแผน ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EEI)
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
