กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทย มี.ค. 2569 หั่น GDP เหลือ 1.3–1.6% จับตาน้ำมัน-ภาษีสหรัฐฯ
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจไทยเดือนมีนาคม 2569 เผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูง กระทบต้นทุนธุรกิจและภาคท่องเที่ยว พร้อมเตือนความเสี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ อาจซ้ำเติมการส่งออก โดยคาดว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.3–1.6% ต่ำกว่าประมาณการเดิม ขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันของไทยอยู่ที่ระดับ 60 วัน เพียงพอต่อการบริหารจัดการและไม่จำเป็นต้องกักตุน
4 มีนาคม 2569 — ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมในการแถลงข่าว
ประเด็นแถลงข่าว กกร.ประจำเดือนมีนาคม มีดังนี้
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ และการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก ในเบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนต่อไป
- กกร.ให้ความสำคัญในการเตรียมแนวทางรับมือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา กกร.ได้ร่วมประชุมหารือกับภาครัฐแต่ละหน่วยงานโดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน
- ทั้งนี้ กกร. ยินดีสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ พร้อมทั้งช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน
- สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ.
- ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ กกร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง "Reinvent Thailand"

#GDPไทย #ส่งออกไทย #เศรษฐกิจไทย #ราคาน้ำมัน #ตะวันออกกลาง #SMEsไทย #ภาษีสหรัฐ #USATariff #EnergyCrisis #กกร #MReportTH #IndustryNews
บทความยอดนิยม 10 อันดับ
- ไทยตั้งเป้าผลิตยานยนต์ปี 2569
- 18 ค่ายเครื่องจักรกลคาดปี 2569
- เปิด 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569
- วิธีวิเคราะห์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน
- CMM คืออะไร? Ultimate Guide สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (2569)
- ถอดรหัสอนาคตการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV
- “ยานยนต์ไร้คนขับ” กับทิศทางการเติบโตในปี 2022-2045
- ยอดขายรถยนต์ 2568
- สถิติส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนไทยปี 2568
- ยอดจดทะเบียนใหม่ยานยนต์ไฟฟ้า 2568
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
