ส.รถใช้แล้วปิ๊งไอเดียรีไซเคิล วางกรอบป้อง 20 ล้านคันล้นประเทศ

อัปเดตล่าสุด 8 ก.ค. 2562
  • Share :

สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วเผยไทยมียอดรถยนต์สะสม แตะ 19 ล้านคัน แนะภาครัฐรื้อแผนทบทวนโครงการตั้งโรงงานรีไซเคิลรถยนต์อย่างจริงจัง หวั่นรถล้นตลาด โดยเฉพาะปิกอัพ-อีโคคาร์ ด้านมาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ มั่นใจ ตลาดมือสองโตต่อเนื่องจับตาความเข้มงวดของไฟแนนซ์-การดัมพ์ราคารถใหม่ป้ายแดง ส่งผลให้รถไหลเข้าสู่ตลาดมือสองเร็วขึ้น

นายวิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว เปิดเผยถึงสถานการณ์ของตลาดรถยนต์ใช้แล้วในช่วงครึ่งปีแรกว่า โตประมาณ 5% โดยตลาดยังมีความคึกคักต่อเนื่องจากปีก่อน เช่นเดียวกับตลาดรถใหม่ และยังไม่มีปัจจัยที่น่ากังวลว่าจะมีผลกระทบโดยเฉพาะปัญหาเรื่องซัพพลายรถยนต์มาตรการความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ และรถยนต์มือสองยังไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด

โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงมาก ส่งผลให้รถมือสองถูกผลักเข้าสู่ตลาดมากเช่นเดียวกัน ทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะต้องจับตาเรื่องความเข้มงวดของสถาบันการเงิน รวมทั้งมาตรการนโยบายการขับเคลื่อนของภาครัฐจะเป็นไปทิศทางใดด้วย แต่เชื่อว่าตลาดรถมือสองน่าจะโตประมาณ 5%

นายกสมาคมกล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ สมาคมได้เคยเสนอและหารือเข้าไปยังกระทรวงพาณิชย์ ถึงกรณีการมองหาและสร้างโอกาสในการส่งออกรถยนต์ใช้แล้วจากประเทศไทย ออกไปจำหน่ายยังประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง แอฟริกา ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ฯลฯ เพื่อเป็นการช่วยบริหารจัดการรถยนต์ที่มีอยู่ในประเทศ และเป็นการสร้างมูลค่าทางธุรกิจนั้น

ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากแนวคิดดังกล่าว รถยนต์ใช้แล้วจากประเทศไทยไม่สามารถทำราคาเพื่อให้แข่งขันกับรถยนต์ใช้แล้วที่มาจากประเทศต่าง ๆ ได้ เนื่องจากราคาจำหน่ายรถยนต์ของประเทศไทยมีราคาค่อนข้างสูง ส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันได้

อีกปัจจัยสำคัญ คือ รถยนต์มือสองของประเทศไทยส่วนใหญ่ถูกดัดแปลงสภาพ ทั้งการติดแก๊สเอ็นจีวี และแอลพีจี ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการที่จะส่งออกรถมือสองไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

“ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เราเคยหารือกันเรื่องที่จะส่งออกรถยนต์ใช้แล้วออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าเราไม่สามารถทำได้ เนื่องจากรถในบ้านเรามีราคาต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งเรื่องของการจัดเก็บภาษี ขั้นต่อการส่งออก ที่สำคัญ รถในบ้านเราถูกแปลงสภาพนำไปติดแก๊ส ซึ่งตลาดในต่างประเทศไม่นิยม ทำให้เราไม่สามารถแข่งขันได้”

ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณรถยนต์ใช้แล้วสะสมอยู่ (รย. 1 - รย. 3) สูงถึง 18 ล้านคัน โดยปีนี้จะเพิ่มมาอีก 1 ล้านคันเป็น 19 ล้านคัน แน่นอนว่าส่งผลให้รถใช้แล้วในตลาดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ภาครัฐจะต้องหามาตรการมาควบคุม และบริหารจัดการกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสมาคมได้เคยเสนอและหารือไปก่อนหน้านี้ คือ การจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลรถยนต์ใช้แล้ว เพื่อเป็นการบริหารจัดการรถยนต์เก่าได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีการออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่ชัดเจน ควบคุมอย่างจริงจังเกี่ยวกับการบริหารจัดการรถเก่าเพราะหากไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ อนาคตปัญหารถยนต์จะมีซัพพลายล้นตลาดจะเกิดขึ้น และส่งผลให้ “ราคา” จำหน่ายรถยนต์มือสองลดลง เหมือนเช่นประเทศที่มีการบริการจัดการเรื่องดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือ ญี่ปุ่น และจีน

ด้านนายสมชาย ตระกูลภิรมย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จำกัด ในเครือบริษัทมาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองรายใหญ่ กล่าวยอมรับว่า ตลาดรถยนต์มือสองในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ถือว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมียอดขายไปแล้ว 1,000 คัน ใกล้เคียงกับปีก่อน หากไม่มีปัจจัยลบ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง และมาตรการความเข้มงวดของไฟแนนซ์มาส่งผลกระทบคาดว่าตลาดน่าจะเติบโตต่อเนื่อง ส่วนบริษัทน่าจะมียอดเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 2,222 คัน สำหรับรถยนต์มือสอง และรถบิ๊กไบก์มือสอง ภายใต้แบรนด์ “ยัวร์ไบก์” อีก 18-20 คัน

ปัจจุบันสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อค่อนข้างมาก เนื่องจาก 1-2 ปีที่ผ่านมาพบว่า มียอดหนี้เสียค่อนข้างสูง โดยเฉพาะตลาดรถมือสองเอง ก็มีลูกค้าหลากหลายเกรด เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ของไฟแนนซ์บางรายที่มีความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน

ประกอบกับการทำตลาดของรถยนต์ใหม่ป้ายแดงที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการทำแคมเปญส่งเสริมการขายการดัมพ์ราคาขาย ส่งผลให้มีรถหมุนเวียนเข้าสู่ตลาดรถยนต์มือสองเร็วขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ

“ตอนนี้ตลาดรถยนต์ทั้งรถใหม่และรถใช้แล้ว ทุกคนจับตามองไปที่เรื่องความเข้มงวดของไฟแนนซ์ เพราะลูกค้าที่ซื้อส่วนใหญ่กว่า 80% จะซื้อผ่านการจัดไฟแนนซ์”


ที่มา : Prachachat.net