ญี่ปุ่นเร่งยุทธศาสตร์แบตเตอรี่ รับยุค AI และ Data Center

ญี่ปุ่นเร่งยุทธศาสตร์แบตเตอรี่ รับยุค AI และ Data Center ตั้งเป้าตลาดโต 3 เท่าภายในปี 2035

อัปเดตล่าสุด 5 ส.ค. 2569
  • Share :
  • 1,582 Reads   

ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Generative AI, Data Center และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems: ESS) กำลังเปลี่ยนบทบาทของแบตเตอรี่จากชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล ล่าสุด กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ได้ประกาศ Battery and Power Industry Strategy ฉบับใหม่ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม พร้อมตั้งเป้าเพิ่มยอดขายธุรกิจแบตเตอรี่ของบริษัทญี่ปุ่นเป็น 3 เท่าภายในปี 2035 

⟶ อ่านเพิ่มเติม: ญี่ปุ่นเร่งลงทุนโรงงานผลิตแบตเตอรี่ Solid-State รุ่นใหม่

ญี่ปุ่นปรับยุทธศาสตร์แบตเตอรี่รับตลาดพลังงานยุค AI

โตเกียว 2 มิถุนายน 2569 — กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ประกาศปรับปรุง Battery Industry Strategy ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2022 และเปลี่ยนชื่อเป็น Battery and Power Industry Strategy เพื่อสะท้อนบทบาทใหม่ของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงยานยนต์ไฟฟ้า แต่ขยายสู่ระบบจ่ายไฟสำหรับ AI Data Center การแพทย์ ระบบป้องกันภัยพิบัติ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสมัยใหม่

METI ระบุว่า แม้ตลาดแบตเตอรี่โลกกำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดในบางช่วง แต่ความต้องการโซลูชันกักเก็บพลังงานประสิทธิภาพสูงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งต้องการระบบจ่ายไฟที่มีเสถียรภาพและสามารถตอบสนองต่อโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

ตั้งเป้ายอดขายอุตสาหกรรมโต 3 เท่าภายในปี 2035 

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ คือ เพิ่มยอดขายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ของบริษัทญี่ปุ่นเป็น 3 เท่าในช่วงปี 2025–2035 ควบคู่กับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานและการพัฒนา เทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังตั้งเป้าสร้างกำลังการผลิตภายในประเทศให้ได้ 150 GWh ต่อปี ในช่วงปี 2030 ถึงกลางทศวรรษ 2030 พร้อมผลักดัน แบตเตอรี่โซลิดสเตต (All-solid-state Battery) ให้เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ราวปี 2030 และขยายกำลังผลิตตามความต้องการของตลาดในระยะต่อไป

AI Data Center กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่

สิ่งที่แตกต่างจากยุทธศาสตร์เดิมคือ การให้ความสำคัญกับ AI Infrastructure และ Data Center ซึ่งกำลังกลายเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ของโลก เช่นเดียวกับ บทบาทของ Physical AI ซึ่งกำลังผลักดันให้โรงงานและระบบอัตโนมัติใช้พลังงานและการประมวลผลมากขึ้น

การเติบโตของ Generative AI ทำให้ความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage Systems: BESS) มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดับ และรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการ Data Center หลายรายที่เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับการขยายตัวของ AI ในระดับโลก

⟶ อ่านเพิ่มเติม: Panasonic รุกตลาดแบตเตอรี่ Data Center รับกระแส AI โตทั่วโลก

เร่งเสริมความแข็งแกร่งของ Supply Chain

นอกจากการเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว METI ยังให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงด้านวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน ผ่านมาตรการสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบต้นน้ำ การพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่ และการสร้างฐานการผลิตภายในประเทศ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่โลก 

โอกาสสำหรับภาคอุตสาหกรรม

ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้สะท้อนให้เห็นว่า แบตเตอรี่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากส่วนประกอบของรถยนต์ไฟฟ้าไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในยุคที่ AI, Smart Factory และ Data Center ต้องการระบบพลังงานที่มีความเสถียรสูง

สำหรับผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ผลิตวัสดุ เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และอุปกรณ์อุตสาหกรรม นโยบายดังกล่าวอาจเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดรองรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยุคถัดไป

⟶ อ่านเพิ่มเติม: AI ดันราคา Memory พุ่ง กระทบผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก 

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH