7 ค่ายรถญี่ปุ่นเจอศึกหนัก ภาษีสหรัฐ–ชิป–ตลาดเอเชีย กระทบกำไรปี 2026

7 ค่ายรถญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดัน 3 ด้าน ภาษีสหรัฐ–ความเสี่ยงชิป–ตลาดเอเชียชะลอ

อัปเดตล่าสุด 15 ธ.ค. 2568
  • Share :
  • 5,800 Reads   

อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ “แรงกดดันสามด้าน” พร้อมกัน ทั้งผลกระทบเต็มปีจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ความไม่แน่นอนด้านซัพพลายเซมิคอนดักเตอร์ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดจีนและเอเชีย ส่งผลให้ผลประกอบการของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 7 รายมีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026

จากการประเมินล่าสุด ผลกระทบจากภาษีสหรัฐเพียงปัจจัยเดียวอาจสร้างภาระต่ออุตสาหกรรมรวมสูงถึง ประมาณ 2.5 ล้านล้านเยน กดดันกำไรของค่ายรถญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าความต้องการรถยนต์ในตลาดสหรัฐจะยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งก็ตาม

Advertisement

กำไรอุตสาหกรรมหดตัวแรง 40%

ผู้ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรายใหญ่ของญี่ปุ่นทั้ง 7 บริษัท ได้เปิดเผยประมาณการผลประกอบการรวมสำหรับปีงบประมาณ 2026 โดยพบว่า 6 บริษัทคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะลดลง ขณะที่ Nissan Motor คาดว่าจะขาดทุนจากการดำเนินงาน

โดยรวมแล้ว กำไรจากการดำเนินงานรวมของทั้ง 7 บริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 4.495 ล้านล้านเยน ลดลงราว 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ Toyota Motor จะปรับประมาณการขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงการหดตัวของกำไรได้ ขณะที่ Honda และ Mitsubishi Motors ได้ปรับประมาณการลงจากเดิม

ภาษีสหรัฐ ตัวแปรหลักกดดันกำไร

สาเหตุสำคัญของการชะลอตัวมาจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐในยุคอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่าจะมีการตกลงลดอัตราภาษีในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่การบังคับใช้จริงถูกเลื่อนออกไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ส่งผลให้ต้นทุนยังคงสูงกว่าที่ผู้ผลิตคาดการณ์ไว้

ผู้บริหารระดับสูงของหลายค่ายรถชี้ตรงกันว่า แม้ยอดขายในสหรัฐยังไม่อ่อนแรง แต่ความสามารถในการผลักภาระภาษีไปยังราคาขายทำได้จำกัด ส่งผลให้ กำไรถูกบีบโดยตรง มากกว่าความผันผวนของยอดขาย

Subaru ได้เริ่มโครงการ “Cost Revolution 20–30” ตั้งเป้าลดต้นทุนรวม 200,000 ล้านเยนภายในปี 2030 เพื่อรับมือผลกระทบจากภาษี ขณะที่ Mazda ระบุว่าความล่าช้าในการลดอัตราภาษีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการขาดดุล

ความเสี่ยงซัพพลายชิปจาก Nexperia

อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญคือความไม่แน่นอนของซัพพลายเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะกรณีของ Nexperia ผู้ผลิตชิปจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนและเนเธอร์แลนด์ แม้จีนจะส่งสัญญาณผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกบางส่วนแล้ว แต่ความเสี่ยงด้านการจัดหายังคงอยู่

Honda ประกาศแผนหยุดการผลิตในเม็กซิโกช่วงปลายเดือนตุลาคม และเร่งหาแหล่งจัดหาชิ้นส่วนทดแทน ขณะที่ Nissan และ Mitsubishi Motors ต่างลดกำลังการผลิตบางโรงงานในญี่ปุ่น พร้อมวางมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

ตลาดจีนและเอเชียกดดันยอดขาย

ในด้านตลาดปลายทาง การแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในจีนและเอเชียยังคงเป็นความท้าทายหลัก ยอดขายช่วงเดือนเมษายน–กันยายน 2025 สะท้อนภาพชัดเจน โดย

  • Honda มียอดขายในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ลดลง 18.6%
  • Nissan มียอดขายในจีน ลดลง 17.6%
  • Mitsubishi Motors มียอดขายในอาเซียน ลดลง 9.7%

แม้ Toyota จะเป็นข้อยกเว้น โดยยอดขายในญี่ปุ่นและอเมริกาเหนือยังเติบโต และมีการปรับประมาณการยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้น แต่ผู้ผลิตรายอื่นส่วนใหญ่ยังคงมองแนวโน้มตลาดอย่างระมัดระวัง

แนวโน้มระยะถัดไป

ผู้บริหารของค่ายรถญี่ปุ่นต่างยอมรับว่าความไม่แน่นอนยังคงสูง ทั้งด้านนโยบายการค้า ซัพพลายชิป และทิศทางตลาดเอเชีย การเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน การควบคุมต้นทุน และการปรับโครงสร้างธุรกิจ จึงกลายเป็นกลยุทธ์หลักเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะกลางถึงยาว

 

ที่มา: Nikkan Kogyo Shimbun

 

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH