อินโดนีเซียเร่งสร้าง EV Ecosystem หวังเปลี่ยนจากตลาดสู่ฐานการผลิต

อินโดนีเซียเร่งสร้าง EV Ecosystem หวังเปลี่ยนจากตลาดสู่ฐานการผลิต

อัปเดตล่าสุด 18 ส.ค. 2569
  • Share :
  • 4,673 Reads   

อินโดนีเซียกำลังเร่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจากการเป็นตลาดที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น สู่การเป็น ฐานการผลิต EV และแบตเตอรี่แบบครบวงจร โดยรัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนการผลิตรถยนต์และรถจักรไฟฟ้าในประเทศ พร้อมเชื่อมโยงตั้งแต่การแปรรูปนิกเกิล แบตเตอรี่ การประกอบรถ ไปจนถึงชิ้นส่วนและบริการหลังการขาย ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าการเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศจะเป็นโจทย์สำคัญในการทำให้อินโดนีเซียก้าวขึ้นไปในห่วงโซ่คุณค่า EV ของภูมิภาค 

รัฐบาลอินโดนีเซียเร่งสร้างฐานผลิต EV 

18 สิงหาคม 2569 — อินโดนีเซียกำลังผลักดันนโยบาย EV ครั้งใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ หลังประธานาธิบดี Prabowo Subianto ประกาศเป้าหมายให้ประเทศเริ่ม ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาและผลิตภายในประเทศในระดับ Mass Production ไม่เกินปี 2028

รัฐบาลกำลังพัฒนาโรงงานขนาดใหญ่ในพื้นที่ Subang จังหวัด West Java โดยโครงการเริ่มต้นครอบคลุมพื้นที่ 60 เฮกตาร์ ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 50,000 คันต่อปี และมีแผนขยายพื้นที่เป็น 539 เฮกตาร์เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุดประมาณ 300,000 คันต่อปี

เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรม EV อินโดนีเซีย จากเดิมที่เน้นการดึงแบรนด์ต่างชาติเข้ามาทำตลาดและประกอบรถในประเทศ ไปสู่การสร้างความสามารถในการผลิตและพัฒนา Domestic EV Industry มากขึ้น

จากรถ EV สู่ Ecosystem ทั้งระบบ 

นอกจากรถยนต์ไฟฟ้า อินโดนีเซียยังพยายามสร้าง Ecosystem สำหรับ Electric Motorcycle ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของประเทศ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม รัฐบาลเปิดตัวโครงการ National Electric Motorcycle Ecosystem โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตรถ แบตเตอรี่ ระบบชาร์จ ไปจนถึงบริการหลังการขาย ขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการทางการเงินเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น

ประธานาธิบดี Prabowo ยังตั้งเป้าให้ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ALVA เพิ่มกำลังการผลิตจากระดับปัจจุบันไปสู่ 200,000 คัน และในระยะยาว 2 ล้านคัน เพื่อสร้างฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ

รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าให้มีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าประมาณ 13 ล้านคัน และรถยนต์ไฟฟ้า 2 ล้านคันบนท้องถนนภายในปี 2030 ซึ่งจะสร้างทั้ง Demand และแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใน Supply Chain ภายในประเทศ

⟶ อ่านเพิ่มเติม: เกาหลีใต้เร่งเสริมความแข็งแกร่ง Semiconductor Supply Chain

จุดแข็งสำคัญอยู่ที่ Nickel และ Battery Supply Chain

อินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบสำคัญจากการเป็นหนึ่งในผู้ผลิต Nickel รายใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนบางประเภท

ที่ผ่านมา ประเทศได้ใช้นโยบาย Downstreaming เพื่อผลักดันให้มีการแปรรูปแร่ภายในประเทศแทนการส่งออกวัตถุดิบโดยตรง และดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติในด้านการผลิต Nickel Processing และ Battery Materials

โครงการที่เกิดขึ้นแล้วรวมถึงการลงทุนด้านแบตเตอรี่ของกลุ่ม Hyundai และ LG Energy Solution ซึ่งช่วยสร้างฐานการผลิต Battery Cell และ Battery System ในอินโดนีเซีย ขณะที่บริษัทจีนก็มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่ Nickel Processing และ Battery Materials เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การมีวัตถุดิบและโรงงานแปรรูปไม่ได้หมายความว่าอินโดนีเซียจะสามารถสร้าง EV Ecosystem ได้ครบทั้งระบบ

โจทย์ใหญ่คือ Local Content

บททดสอบสำคัญของอินโดนีเซียคือการเพิ่ม Local Content และทำให้การลงทุนจากต่างชาติสร้าง Supply Chain ภายในประเทศอย่างแท้จริง

South China Morning Post รายงานเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมว่า นักวิเคราะห์มองว่าอินโดนีเซียจำเป็นต้องมีข้อกำหนดด้าน Local Content ที่เข้มแข็งขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง Nickel Processing → Battery Production → Vehicle Assembly เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวขึ้นไปในห่วงโซ่คุณค่า EV ได้มากกว่าการเป็นตลาดสำหรับรถนำเข้าหรือรถที่ประกอบภายในประเทศด้วยชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม เพราะการผลิตรถ EV ในประเทศไม่ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด หากชิ้นส่วนสำคัญ เช่น Battery Cell, Power Electronics, Motor, Controller และระบบควบคุม ยังคงพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก

การสร้าง Supplier Base ในประเทศจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้อินโดนีเซียสามารถเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มจาก EV Manufacturing ได้ในระยะยาว

รัฐบาลเตรียมมาตรการ EV ใหม่

รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเตรียมประกาศ EV Stimulus Package ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรถยนต์ รุ่น แบตเตอรี่ และผู้ผลิตในประเทศที่สามารถเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ

ก่อนหน้านี้รัฐบาลยังพิจารณามาตรการสนับสนุนการซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเงินอุดหนุนประมาณ 5 ล้านรูเปียห์ต่อคัน สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนสูงสุด 500,000 คัน และมาตรการยกเว้น VAT สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่น

มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายสองด้าน คือสร้าง Domestic Demand ให้มากพอที่จะรองรับการลงทุนด้านการผลิต และใช้ตลาดภายในประเทศเป็นฐานในการสร้าง Economies of Scale

อินโดนีเซียต้องสร้าง “Industrial Ecosystem” ไม่ใช่แค่โรงงาน

ความท้าทายของอินโดนีเซียจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างโรงงาน EV เพียงแห่งเดียว แต่คือการสร้างระบบอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ในด้านต้นน้ำ ประเทศมีทรัพยากร Nickel และกำลังพัฒนาการผลิต Battery Materials ขณะที่ระดับกลางคือ Battery Cell, Battery Pack และ Components ส่วนปลายน้ำประกอบด้วย Vehicle Assembly, Charging Infrastructure และ After-sales Services

หากสามารถเชื่อมโยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกันได้ อินโดนีเซียจะมีโอกาสพัฒนาไปสู่ Integrated EV Manufacturing Hub ของภูมิภาค

แต่หากการลงทุนยังคงกระจุกอยู่ที่การประกอบรถและนำเข้าส่วนประกอบหลัก ประเทศอาจยังคงมีบทบาทเป็นตลาด EV ขนาดใหญ่ มากกว่าจะเป็นฐานการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง

⟶ อ่านเพิ่มเติม: บีโอไอ เผยลงทุน EV ไทยทะลุ 1.37 แสนล้านบาท สู่ฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า

เกม EV ASEAN กำลังเปลี่ยน

การเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียเกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุน EV ในอาเซียนรุนแรงขึ้น ทั้งไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ต่างพยายามสร้างความได้เปรียบด้านการผลิตและ Supply Chain ของยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับอินโดนีเซีย จุดแข็งคือ ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ + Nickel Resources + Battery Investment ขณะที่โจทย์สำคัญคือการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนและเพิ่ม Local Value Added

หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้การลงทุน EV เชื่อมต่อกับผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีภายในประเทศได้มากขึ้น อินโดนีเซียมีโอกาสขยับจาก EV Market ไปสู่ EV Manufacturing Hub และกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

⟶ อ่านเพิ่มเติม: ไทยเร่งพัฒนาคนรับอุตสาหกรรม xEV ดันไทยสู่ฮับยานยนต์แห่งอนาคต

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH