นำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนจากจีนพุ่ง 83% สะท้อนอะไรต่อฐานการผลิตไทย?
การนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบจากจีนของไทยเพิ่มขึ้นถึง 83% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ท่ามกลางการขยายตัวของการลงทุนและการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมใหม่ ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเพียงการพึ่งพาสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง Supply Chain และความต้องการสินค้าทุนของภาคการผลิตไทย
ข้อมูลการค้าไทย–จีนช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ระบุว่า การนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 38.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่หนึ่งในกลุ่มสินค้าที่เติบโตโดดเด่นคือเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ซึ่งมีมูลค่านำเข้า 19,373 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 83% จากปีก่อน
ในภาพรวม การนำเข้าของไทยในช่วง 7 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 37.8% โดย SCB EIC ระบุว่าการขยายตัวมาจากทั้งสินค้าขั้นกลาง วัตถุดิบ และสินค้าทุน ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมดิจิทัล
เครื่องจักรจากจีนไม่ได้มีความหมายเพียง “สินค้านำเข้า”
ตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรและส่วนประกอบที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องพิจารณาในบริบทของการลงทุน เพราะสินค้ากลุ่มนี้ไม่ได้มีเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับจำหน่ายในตลาด แต่ยังรวมถึงเครื่องจักร อุปกรณ์ และชิ้นส่วนที่ใช้เป็นสินค้าทุน และปัจจัยการผลิตของโรงงาน
SCB EIC ระบุว่า การนำเข้าสินค้าทุนในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 39% โดยสินค้าทุนจากจีนคิดเป็น 55.1% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทุนทั้งหมดในเดือนดังกล่าว ขณะที่สินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและชิ้นส่วน รวมถึงคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ
การเพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงสามารถสะท้อนได้ทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือการพึ่งพาเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสัญญาณว่าภาคธุรกิจกำลังลงทุนในกำลังการผลิตและเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และการผลิตเพื่อการส่งออก ความต้องการเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการขยายกำลังการผลิตในช่วงที่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโต
จีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นทั้งในฐานะผู้ส่งออกเครื่องจักรและนักลงทุน
อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือการขยายตัวของการลงทุนจากต่างประเทศในไทย
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีบริษัทต่างชาติได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย 736 ราย คิดเป็นเงินลงทุนรวม 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปี 2568
ในจำนวนนี้เป็นนักลงทุนจากจีน 133 ราย หรือ 18% ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 38,603 ล้านบาท ขณะที่พื้นที่ EEC มีนักลงทุนต่างชาติ 220 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนทั้งหมด และมีมูลค่าการลงทุน 85,615 ล้านบาท โดยนักลงทุนจีนเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน EEC ตามด้วยญี่ปุ่นและฮ่องกง
เมื่อการลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้น ความต้องการเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากเครือข่าย Supply Chain เดิมของบริษัทก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรและส่วนประกอบจากจีนควรถูกมองควบคู่กับ Foreign Direct Investment (FDI) และการขยายฐานการผลิต มากกว่าพิจารณาจากตัวเลขการขาดดุลเพียงอย่างเดียว
โจทย์สำคัญ: ไทยจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนได้มากแค่ไหน?
ประเด็นที่ภาคอุตสาหกรรมต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าไทยนำเข้าเครื่องจักรจากจีนมากขึ้นหรือไม่ แต่คือ เครื่องจักรและการลงทุนเหล่านี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากเพียงใด
หากเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่นำเข้าถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ผลิตสินค้าเทคโนโลยี หรือสนับสนุนการส่งออก การนำเข้าเหล่านี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้
แต่ในระยะยาว การมีฐานการผลิตที่แข็งแรงจำเป็นต้องอาศัยผู้ผลิตในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การจัดหาวัตถุดิบ งาน Engineering และ Maintenance ไปจนถึงการผลิตอุปกรณ์และระบบที่มีความซับซ้อนสูง
ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเครื่องจักรจึงเปิดคำถามสำคัญสำหรับห่วงโซ่อุปทานของไทยว่า ผู้ผลิตไทยสามารถขยับจากการเป็นผู้รับจ้างผลิตหรือ Supplier ระดับต้นน้ำ ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
โอกาสของผู้ผลิตไทยอยู่ที่การยกระดับขีดความสามารถ
สำหรับผู้ผลิตไทย การแข่งขันในระยะต่อไปอาจไม่ได้วัดกันเฉพาะราคาของสินค้า แต่รวมถึงความสามารถในการตอบโจทย์โรงงานยุคใหม่ ทั้งด้านคุณภาพ ความแม่นยำ ความเร็วในการผลิต ความยืดหยุ่น และการส่งมอบ
การลงทุนใน ระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีดิจิทัล เครื่องจักรขั้นสูง การควบคุมคุณภาพ และขีดความสามารถด้านวิศวกรรม จึงมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับผู้ผลิตไทยให้สามารถเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน การเข้ามาของเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากจีนก็อาจเป็นอีกช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและโซลูชันการผลิตที่มีต้นทุนแข่งขันได้มากขึ้น หากสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่ม Productivity และพัฒนาขีดความสามารถของโรงงานในประเทศ
จาก “นำเข้าเครื่องจักร” สู่การสร้างฐานการผลิตที่แข็งแรงขึ้น
ตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบจากจีนที่เพิ่มขึ้น 83% จึงเป็นทั้งสัญญาณของการพึ่งพา Supply Chain ต่างประเทศ และสัญญาณของการลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นในภาคการผลิตไทย
โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ การทำให้การนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น
หากการลงทุนใหม่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ผลิตไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีได้มากขึ้น การขยายตัวของ Supply Chain จากจีนก็อาจไม่ได้หมายถึงการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถของฐานการผลิตไทยในระยะยาวได้เช่นกัน
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
