LNG ขึ้น 3 ดอลลาร์ กระทบค่าไฟ 5% โรงงานไทยรับมือความเสี่ยงต้นทุนพลังงานอย่างไร?
ต้นทุนพลังงานกำลังเป็นอีกปัจจัยที่ภาคการผลิตไทยต้องจับตา หลังสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างคำกล่าวของ คณิตา ศรีสวัสดิ์ยุทธ์ ว่าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTEP ซึ่งระบุในงาน Gastech ว่า หากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นทุก 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MMBtu อาจส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 5% โดยปัจจุบัน LNG มีสัดส่วนราว 30% ของการผลิตไฟฟ้าไทย และหากโครงสร้างการจัดหาพลังงานไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ไทยอาจพึ่งพา LNG สูงถึงประมาณ 70% ภายใน 10 ปี ขณะที่มากกว่าหนึ่งในสี่ของก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้ามาจากการนำเข้า และประมาณครึ่งหนึ่งของ LNG ที่ไทยจัดหามาจากตลาด Spot ทำให้ต้นทุนมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาตลาดโลกมากขึ้น
ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูง
ข้อมูลจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคม 2569 ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าในระบบ กฟผ. คิดเป็น 63.78% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด สะท้อนบทบาทสำคัญของก๊าซธรรมชาติต่อระบบไฟฟ้าไทย
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ต้นทุนก๊าซมีความเชื่อมโยงกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวน และไทยยังต้องพึ่งพาก๊าซนำเข้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า
ความผันผวนของ LNG กับต้นทุนการผลิต
SCB EIC ประเมินว่า ราคาก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่สูงขึ้นกำลังกดดันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทย โดยในสถานการณ์ฐาน ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุน LNG ที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านมายังต้นทุนก๊าซสำหรับโรงไฟฟ้าและท้ายที่สุดอาจสะท้อนมายังค่าไฟฟ้า
สำหรับภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ค่าไฟฟ้าในแต่ละงวด แต่สามารถส่งต่อไปยัง ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการดำเนินงาน และความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะโรงงานที่มีการใช้พลังงานในสัดส่วนสูง
LNG ขึ้น ไม่ได้หมายความว่าค่าไฟจะขึ้น 5% ทันที
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ว่า LNG เพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อ MMBtu อาจส่งผลให้ราคาค่าไฟเพิ่มประมาณ 5% เป็นการประเมินผลกระทบจากต้นทุน LNG ไม่ใช่สูตรที่หมายความว่าค่าไฟไทยจะปรับขึ้น 5% ในทันที เนื่องจากค่าไฟฟ้าจริงยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุน กลไกค่า Ft และมาตรการบริหารต้นทุนของภาครัฐ
สำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดค่า Ft ไว้ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่ กกพ. เห็นชอบโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่เริ่มใช้กับบิลเดือนกันยายน 2569 ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทลดจาก 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนเชื้อเพลิงไม่ได้ถูกส่งผ่านมายังค่าไฟฟ้าปลายทางแบบหนึ่งต่อหนึ่งในทันที แต่ยังมีปัจจัยด้านโครงสร้างอัตราค่าไฟและกลไกการบริหารต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง
จาก “ค่าไฟ” สู่โจทย์ประสิทธิภาพของโรงงาน
สำหรับโรงงาน ความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานจึงควรถูกมองในมิติที่กว้างกว่าการติดตามราคาค่าไฟในแต่ละงวด โดยหัวใจสำคัญคือ การลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต และเพิ่มความสามารถในการควบคุมต้นทุนภายในกระบวนการผลิต
แนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้ ได้แก่ การตรวจวัดและวิเคราะห์การใช้พลังงาน การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร การบริหารช่วงเวลาการเดินเครื่อง การใช้ระบบบริหารจัดการพลังงาน ตลอดจนการนำระบบอัตโนมัติและระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยติดตามและควบคุมกระบวนการผลิต
→ อ่านเพิ่มเติม: คูลลิ่งทาวเวอร์ Cross Flow ระบบปิด ประหยัดพลังงาน
SCB EIC ยังเสนอแนวทางให้ภาคธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและการจัดการพลังงาน รวมถึงพิจารณาการผลิตไฟฟ้าใช้เอง เช่น ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบในระยะยาว
ต้นทุนพลังงานกับความสามารถในการแข่งขันของโรงงานไทย
ประเด็น LNG จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาคพลังงาน แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับภาคการผลิต เพราะต้นทุนพลังงานเป็นหนึ่งในต้นทุนพื้นฐานของการดำเนินงาน และความผันผวนของราคาพลังงานสามารถส่งผลต่อการวางแผนต้นทุนและการลงทุนของโรงงาน
ในระยะต่อไป การลงทุนใน เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง ระบบอัตโนมัติ ระบบบริหารจัดการพลังงาน และ การผลิตด้วยระบบดิจิทัล จึงอาจมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยให้โรงงานใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต
โจทย์ของภาคการผลิตไทยจึงอาจไม่ได้อยู่เพียงที่ “ทำอย่างไรให้ค่าไฟถูกลง” แต่รวมถึง “ทำอย่างไรให้โรงงานใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เพราะเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกยังมีความผันผวน ความสามารถในการควบคุมและลดต้นทุนภายในโรงงานจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
