อก.เตือนสงครามตะวันออกกลางอาจดันน้ำมันแตะ 150 ดอลลาร์ เร่งช่วยผู้ประกอบการ
กระทรวงอุตสาหกรรมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นและแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยืดเยื้อ พร้อมเตรียมมาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการรับมือกับต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น
6 มีนาคม 2569 — นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล–สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่สำคัญ คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันทั้งโลกต่อวัน
ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มีนาคม 2569) อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อ ต้นทุนพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและค่าขนส่งทางเรือ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าและค่าระวางเรือประมาณ 50–140%
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน
กระทรวงอุตสาหกรรมได้วิเคราะห์โครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเพื่อประเมินกลุ่มที่มีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น พบว่าอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่
- อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต
- อุตสาหกรรมแก้วและกระจกแผ่น
- อุตสาหกรรมกระเบื้องและเซรามิก
- อุตสาหกรรมก๊าซและปิโตรเลียม
- อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า
- อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษ
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังมีความเสี่ยงด้าน ต้นทุนวัตถุดิบ ที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก
ขณะที่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ในระยะเริ่มต้นอาจยังไม่ได้รับผลกระทบต่อภาพรวมมากนัก แต่ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยืดเยื้อ
อุตสาหกรรมที่อาจได้ประโยชน์จากสถานการณ์
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก แต่บางอุตสาหกรรมอาจได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มราคาพลังงานที่ผันผวน ได้แก่
- อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในช่วงภาวะสงคราม และไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและการผลิต
- อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Hybrid จากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น
- อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งอาจมีโอกาสด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น
- อุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง จากความต้องการยางธรรมชาติที่ใช้ทดแทนยางสังเคราะห์
- อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษ จากต้นทุนปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มการใช้วัสดุทดแทนพลาสติก
ภาคเอกชนเสนอแนวทางรับมือความเสี่ยง
จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการ พบว่ามีประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรสนับสนุน ได้แก่
การบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบและพลังงาน
เช่น การจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง การกระจายตลาดส่งออก และการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์เพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ไม่ปกติ
การปรับตัวและพัฒนาธุรกิจ
ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน พัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรม และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการผลิตและการตลาด
มาตรการเร่งด่วน 4 ด้านช่วยผู้ประกอบการ
กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการใน 4 ด้าน ได้แก่
1. การปรับปรุงกระบวนการผลิต
ส่งเสริมการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบและปรับแผนการผลิตตามความพร้อมของวัตถุดิบ
2. การลดต้นทุนพลังงาน
สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน เช่น โซลาร์รูฟท็อป พลังงานชีวมวล และการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF)
3. การสนับสนุนแหล่งเงินทุน
สนับสนุนสินเชื่อผ่านกองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ สินเชื่อ SME Green Productivity ของ SME D Bank และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan)
4. สิทธิประโยชน์ทางภาษี
สนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการใช้พลังงาน
แผนระยะกลาง–ยาว ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย
ในระยะกลางและระยะยาว กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างจัดทำ แผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน โดยร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน
แผนดังกล่าวมุ่งเน้นการ
- ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ
- ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content)
- สนับสนุนแนวคิด Made in Thailand
- เพิ่มความยืดหยุ่นของภาคการผลิตภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
นายธนกรกล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้มองเพียงการติดตามสถานการณ์ในระยะสั้น แต่ได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ ทั้งมาตรการเร่งด่วนและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
#ราคาน้ำมัน #สงครามตะวันออกกลาง #เศรษฐกิจโลก #ต้นทุนพลังงาน #ผู้ประกอบการไทย #SupplyChain #EnergyCost #ThailandIndustry #IndustryNews #MReportTH
บทความยอดนิยม 10 อันดับ
- ไทยตั้งเป้าผลิตยานยนต์ปี 2569
- 18 ค่ายเครื่องจักรกลคาดปี 2569
- เปิด 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569
- วิธีวิเคราะห์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน
- CMM คืออะไร? Ultimate Guide สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (2569)
- ถอดรหัสอนาคตการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV
- “ยานยนต์ไร้คนขับ” กับทิศทางการเติบโตในปี 2022-2045
- ยอดขายรถยนต์ 2568
- สถิติส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนไทยปี 2568
- ยอดจดทะเบียนใหม่ยานยนต์ไฟฟ้า 2568
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
