ส.อ.ท. ชู Pragmatic Energy Transition เสนอ 3 แนวทางเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย

ส.อ.ท. ชู “Pragmatic Energy Transition” ดันเปลี่ยนผ่านพลังงาน เสริมขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย

อัปเดตล่าสุด 4 ก.ย. 2569
  • Share :
  • 4,329 Reads   

สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอแนวคิด “Thailand Pragmatic Energy Transition” เป็นกรอบขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่าง **ความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุน ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขัน** พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ตั้งแต่การอนุรักษ์พลังงาน การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ไปจนถึงการพัฒนาทักษะบุคลากรและเทคโนโลยีพลังงาน

“Pragmatic Energy Transition” สมดุลความมั่นคง ต้นทุน และการแข่งขัน

นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า พลังงานถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และมีผลโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยไม่ควรมองเฉพาะการลดคาร์บอนหรือเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ต้องดำเนินการอย่างสมดุล

กรอบ “Thailand Pragmatic Energy Transition” จึงให้ความสำคัญกับ 4 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ต้นทุนพลังงานที่เหมาะสม (Affordability) ความยั่งยืน (Sustainability) และความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องมีการลงทุน แต่ทุกการลงทุนควรพิจารณาถึงความคุ้มค่า ทั้งในด้านการลดต้นทุน การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ โดย ส.อ.ท. เสนอ 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อน

⟶ อ่านต่อ: ส.อ.ท. เปิดผลงาน 90 วัน เดินหน้า 5I ดัน Buy Thai–ปฏิรูปพลังงาน

1. อนุรักษ์พลังงาน ลดต้นทุน รักษาขีดความสามารถการแข่งขัน

ส.อ.ท. มองว่าการอนุรักษ์พลังงานเป็น “Low Hanging Fruit” ที่สามารถช่วยลดต้นทุนพลังงานของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่มาตรการที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการดำเนินงานที่ขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและสามารถปรับตัวได้ช้ากว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องมีกลไกสนับสนุนให้เข้าถึงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุน

สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรมจึงอยู่ระหว่างผลักดันกลไกต่าง ๆ อาทิ

  • ESCO เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน
  • การบริหารจัดการพลังงานตามแนวทาง Lean Energy
  • Energy Service Platform เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับบริการด้านพลังงาน
  • แหล่งเงินทุนสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พลังงาน

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

2. เปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล สู่พลังงานสะอาดที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ

แนวโน้มพลังงานสะอาดในอนาคตจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านพลังงานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และสร้างประโยชน์ต่อเนื่องไปยังภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม

สถาบันพลังงานฯ เสนอแนวทางสำคัญ เช่น การผลักดัน Biomass ให้เป็น Renewable Firm Energy รวมถึงการส่งเสริม Ethanol (E20), Biodiesel (B7, B20) และ SAF ให้เป็น Strategic Fuel ของประเทศ

ขณะเดียวกัน ข้อเสนอด้านพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมได้รับการตอบสนองจากภาครัฐในประเด็นการขยาย Direct PPA ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจาก Data Center ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น และรองรับกติกาด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนา Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อรองรับความผันผวนและการเพิ่มขึ้นของพลังงานสะอาดในระบบ

⟶ อ่านต่อ: ไทยเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ดัน Made in Thailand–AI–Semiconductor

3. พัฒนาทักษะแรงงาน รองรับเทคโนโลยี และนวัตกรรมพลังงาน

การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรควบคู่ไปกับเทคโนโลยี โดยประเทศไทยควรเร่ง Upskill และ Reskill แรงงาน เพื่อรองรับเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ควรเตรียมความพร้อมคือ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งยังถือเป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับประเทศไทย และจำเป็นต้องมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการต่อยอดนวัตกรรมด้านพลังงานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี และสร้างขีดความสามารถของไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงาน

เชื่อมพลังงาน–การลงทุน–อุตสาหกรรม สู่ความสามารถแข่งขันระยะยาว

ส.อ.ท. เห็นว่า ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยง “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน – แผนพลังงาน – การลงทุน – การพัฒนาอุตสาหกรรม” ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและประเทศ

นายมงคลกล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ควรอยู่เพียงการเพิ่มปริมาณพลังงานสะอาดของประเทศ แต่ต้องนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ พร้อมสร้างการลงทุน เทคโนโลยี บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาฐานการผลิตของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
 

#PragmaticEnergyTransition #EnergyTransition #พลังงาน #สอท #พลังงานสะอาด #EnergySecurity #RenewableEnergy #อนุรักษ์พลังงาน #DirectPPA #BESS #อุตสาหกรรมไทย #MReportTH

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH