FTI CEO Poll หนุน Solar Rooftop ลดต้นทุนพลังงานโรงงาน

FTI CEO Poll หนุนรัฐดันโซลาร์เซลล์โรงงาน ลดต้นทุนพลังงาน ฟื้นเศรษฐกิจไทย

อัปเดตล่าสุด 29 พ.ค. 2569
  • Share :
  • 672 Reads   

FTI CEO Poll ครั้งที่ 50 เผยผู้ประกอบการไทยสนับสนุนภาครัฐเร่งติดตั้ง Solar Rooftop และระบบ Net Metering เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานระยะยาว พร้อมเสนอเพิ่มมาตรการเสริมสภาพคล่อง SMEs สนับสนุน Made in Thailand และลงทุน Smart Grid–โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน

29 พฤษภาคม 2569 — นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบาง ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การนำเงินกู้มาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นจึงมีความจำเป็น แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อให้เม็ดเงินภาครัฐสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier effect) กระตุ้นการจ้างงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตของประเทศในระยะต่อไป

FTI CEO Poll สะท้อนมุมมองเอกชนต่อเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

ผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 50 ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “ความเห็นภาคเอกชนต่อแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาท” พบว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากภาครัฐเพิ่มเงื่อนไขสนับสนุนการซื้อสินค้าไทย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศและกระจายสู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังเห็นว่าควรเชื่อมโยงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อช่วยขยายฐานภาษีและยกระดับความโปร่งใสของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงควรมีกลไกติดตามผลการใช้จ่ายอย่างโปร่งใสผ่านระบบ Real-time dashboard เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจโดยรวม

สำหรับการใช้เงินกู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ “ปรับโครงสร้างพลังงาน” ตามแผนของภาครัฐ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า ควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ควบคู่กับระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน หรือ Net Metering ที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนเงินอุดหนุนสำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ และการปรับปรุงอาคารให้ประหยัดพลังงาน 

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังเห็นว่า นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือประชาชนและการปรับโครงสร้างพลังงานแล้ว ภาครัฐควรนำเงินกู้ไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจในด้านอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ งบประมาณสนับสนุน (Grants) และการเปิดตลาดใหม่ ควบคู่กับการเร่งส่งเสริมการใช้สินค้าไทยภายใต้แนวทาง Made in Thailand (MiT) โดยเชื่อมโยงกับ e-Commerce และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

SMEs ต้องการมาตรการเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม

เมื่อสอบถามถึงความเพียงพอของแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาทต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่ายัง “ไม่เพียงพอ” และควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการเสริมสภาพคล่อง ลดภาระต้นทุน กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ มองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากช่วงไตรมาสแรกปี 2569 จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่ม ผลิตภาพการผลิต การใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ตลอดจนการขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบางในระยะต่อไป

สรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 50 จาก 6 คำถาม ได้ดังนี้

1.) เมื่อเทียบกับโครงการกระตุ้นการบริโภคที่ผ่านมา โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ควรแตกต่างอย่างไร เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

  • อันดับ 1 : เพิ่มเงื่อนไขกับการซื้อสินค้าไทย เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 62.3%
  • อันดับ 2 : เชื่อมโยงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อขยายฐานภาษี 50.2%
  • อันดับ 3 : มีกลไกติดตามผลอย่างโปร่งใส (Real-time dashboard) 49.3% เพื่อความน่าเชื่อถือ
  • อันดับ 4 : กำหนดให้ใช้จ่ายกับสินค้าและบริการจำเป็น เช่น อาหาร ของใช้จำเป็น 45.9% ค่าเดินทาง เป็นต้น

2.) การใช้เงินกู้ส่วนที่เหลือมาใช้เพื่อ “ปรับโครงสร้างพลังงาน” ตามแผนภาครัฐ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องใด

  • อันดับ 1 : สนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น Solar Cell ควบคู่กับ 75.4% ระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่เหมาะสม
  • อันดับ 2 : สนับสนุนเงินอุดหนุนให้โรงงานปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ รวมทั้ง 55.6% ปรับปรุงอาคารประหยัดพลังงาน
  • อันดับ 3 : การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบมิเตอร์อัจฉริยะ 44.4% (Smart Meter)  
  • อันดับ 4 : สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B10, E20 หรือเชื้อเพลิงทางเลือก 33.8%

3.) นอกจากการช่วยเหลือประชาชนและการปรับโครงสร้างพลังงาน ภาครัฐควรนำเงินกู้ ไปใช้ในเรื่องใด เพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

  • อันดับ 1 : ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 57.0% งบประมาณสนับสนุน และการเปิดตลาดใหม่
  • อันดับ 2 : มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าไทย (Made in Thailand) เชื่อมกับ 57.0% e-Commerce และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • อันดับ 3 : พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและโลจิสติกส์เพื่อรองรับการลงทุน 44.0%
  • อันดับ 4 : ส่งเสริมการใช้ AI, Automation ในโรงงาน พร้อม Upskill แรงงาน 42.5%

4.) แผนการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ ในปัจจุบันหรือไม่ 

  • อันดับ 1 : ไม่เพียงพอเพราะควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มเติม 47.3%
  • อันดับ 2 : ยังไม่สามารถประเมินได้ 40.1%
  • อันดับ 3 : เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 12.6%

5.) รัฐบาลควรปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ (70% ต่อ GDP) เพื่อเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องหรือไม่

  • อันดับ 1 : ไม่เห็นด้วย 56.0%
  • อันดับ 2 : เห็นด้วย 44.0%

6.) แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก

  • อันดับ 1 : ชะลอตัวลง จากต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่อ่อนแอ 38.2%
  • อันดับ 2 : มีความเสี่ยงสูงขึ้น จากปัจจัยต่างประเทศและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ 30.4%
  • อันดับ 3 : ทรงตัวใกล้เคียงเดิม ยังฟื้นตัวได้จำกัด 18.8%
  • อันดับ 4 : ปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการส่งออกบางกลุ่ม 12.6%

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH