ก.อุตฯ ปรับแผนตรวจโรงงานเชิงรุก ฟัน 767 ราย สั่งหยุด 131 โรงงาน คืนพื้นที่เศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท

ก.อุตฯ ยกระดับตรวจโรงงานเชิงรุก ใช้ Data–เทคโนโลยีชี้เป้าความเสี่ยง พบผิดกฎหมาย 767 ราย

อัปเดตล่าสุด 27 ส.ค. 2569
  • Share :
  • 2,686 Reads   

กระทรวงอุตสาหกรรมยกระดับการกำกับดูแลโรงงานสู่ “การตรวจโรงงานเชิงรุก” นำข้อมูลและเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ความผิดปกติและชี้เป้าโรงงานที่มีความเสี่ยง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้ตรงจุดมากขึ้น พร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย โดยปี 2569 ตรวจพบโรงงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย 767 ราย สั่งหยุดประกอบกิจการ 131 ราย และสั่งปรับปรุงแก้ไข 636 ราย ขณะที่กว่า 53% อยู่ในพื้นที่ EEC และจังหวัดปริมณฑล

การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงมุ่งลดผลกระทบจากโรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติและภาระในการฟื้นฟูพื้นที่ของภาครัฐ โดยในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมสามารถ คืนพื้นที่เศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท สะท้อนแนวทางการกำกับดูแลที่มุ่งจัดการโรงงานที่มีความเสี่ยงอย่างตรงจุด ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่และดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคง

ก.อุตฯ วางระบบตรวจโรงงานเชิงรุก ใช้ข้อมูล–เทคโนโลยีชี้เป้าความเสี่ยง

27 สิงหาคม 2569 — นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรมได้ปรับแนวทางการกำกับดูแลและส่งเสริมสถานประกอบการ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นภายใต้กรอบกฎหมาย ควบคู่กับการอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการพัฒนาที่สมดุล ไม่สร้างผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

→ กรมโรงงานฯ สั่งปิด 2 โรงงานจัดการของเสียสระบุรี หลังพบฝ่าฝืนกฎหมาย-ขยายกิจการเถื่อน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการประกอบกิจการโรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ทั้งการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต การปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัด การปล่อยมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน รวมถึงการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย ซึ่งนอกจากสร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของภาคอุตสาหกรรมไทย

เพื่อแก้ไขปัญหา กระทรวงอุตสาหกรรมจึงปรับรูปแบบการตรวจกำกับโรงงานจากแนวทางเดิมสู่ “การตรวจโรงงานเชิงรุก” โดยนำข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้วิเคราะห์ฐานข้อมูลการประกอบกิจการ เพื่อค้นหาความผิดปกติและชี้เป้าโรงงานที่มีความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบได้อย่างตรงจุด

ระบบสามารถตรวจจับข้อมูลที่มีความผิดปกติ เช่น การจัดการกากอุตสาหกรรมที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลการผลิต การใช้น้ำ ไฟฟ้า และวัตถุดิบที่ไม่สมดุลกับกระบวนการผลิตและปริมาณผลิตภัณฑ์ รวมถึงกรณีที่อาจเข้าข่ายการสวมสิทธิทางการค้า โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งต่อเป็นสัญญาณแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบ

นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมผ่านระบบรับเรื่องร้องเรียน “แจ้งอุต” ขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้ระบบ i-Auditor ในการตรวจสอบโรงงานตามมาตรฐาน พร้อมบันทึกและรายงานผลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความเป็นระบบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

สั่งหยุดกิจการ "เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน" หลังพบปัญหาการจัดการของเสีย

ผลการวิเคราะห์ปรากฎว่า บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) พบปัญหาการจัดการน้ำชะจากหลุมฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่ กรอ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้ บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการเฉพาะในส่วนหลุมฝังกลบของเสียอันตรายทันที นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบในส่วนอื่นต่อไป

ยกระดับบังคับใช้กฎหมาย สั่งหยุดโรงงานทันทีหากกระทบประชาชน

กระทรวงอุตสาหกรรมยังยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย โดยโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานหรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง จะถูก สั่งหยุดประกอบกิจการทันที จากเดิมที่อาจใช้แนวทางสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข ขณะที่โรงงานยังสามารถเดินเครื่องจักรผลิตต่อไปได้

แนวทางใหม่นี้มุ่งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งแก้ไขปัญหา เนื่องจากที่ผ่านมาโรงงานบางแห่งอาจประวิงเวลาการปรับปรุงแก้ไขเป็นเวลานาน ขณะที่บทลงโทษปรับทางอาญาอาจไม่สูงเพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจัง

การสั่งหยุดประกอบกิจการจึงถูกนำมาใช้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ และป้องกันไม่ให้การผลิตดำเนินต่อไปพร้อมกับการสร้างผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ปี 2569 ตรวจพบโรงงานผิดกฎหมาย 767 ราย สั่งหยุด 131 ราย

นายณัฐพล กล่าวว่า ผลจากการปรับรูปแบบการตรวจโรงงานเชิงรุกและยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบพบการประกอบกิจการโรงงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายโรงงานทั่วประเทศ 767 ราย

ในจำนวนดังกล่าว กระทรวงฯ ได้ดำเนินการ สั่งหยุดประกอบกิจการ 131 ราย สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน 636 ราย และดำเนินคดีแล้ว 391 ราย โดยกว่า ร้อยละ 53 เป็นโรงงานในพื้นที่ EEC และจังหวัดปริมณฑล

ผลการดำเนินงานสะท้อนถึงการตรวจสอบที่มีความแม่นยำและตรงเป้ามากขึ้น สามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงลดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอดีตอาจต้องใช้งบประมาณภาครัฐในการฟื้นฟู ขณะเดียวกันยังสามารถ คืนพื้นที่เศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท

เร่งแก้ พ.ร.บ.โรงงาน เพิ่มโทษโรงงานทำผิดซ้ำ

นอกจากการปรับระบบตรวจสอบแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างเร่งปรับปรุง พ.ร.บ.โรงงาน ในหลายประเด็น เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับรูปแบบการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบันและรองรับความเสี่ยงในอนาคต

แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การนำประวัติการประกอบกิจการมาใช้ประกอบการพิจารณาลงโทษกรณีทำผิดซ้ำ รวมถึงกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งหยุดหรือสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข ต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบเอกชน โดยโรงงานเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและตรวจวัดมลพิษ ก่อนให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังเร่งจัดทำ พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับบริบททางธุรกิจและป้องกันปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในอนาคต โดยขณะนี้ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว

→ ก.อุตฯ ปฏิรูปกำกับโรงงาน ใช้ Data ชี้เป้า สั่งหยุดทันทีหากพบผิด

เปลี่ยนจากกำกับเพื่อการเติบโต สู่ “อุตสาหกรรมดี–ชุมชนปลอดภัย”

นายณัฐพล กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับโรงงานทั่วประเทศ เป็นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งวางรากฐานใหม่ในการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ไปสู่แนวทางที่ ส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดี ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

การนำข้อมูล เทคโนโลยี และระบบตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานมาใช้ จะช่วยให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลโรงงานได้ตรงจุดมากขึ้น ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมาย และนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุนต่อการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนควบคู่ไปกับชุมชนและสังคม
 

#กระทรวงอุตสาหกรรม #โรงงาน #ตรวจโรงงาน #กากอุตสาหกรรม #สิ่งแวดล้อม #EEC #IndustrialInspection #ManufacturingThailand #Industry #SustainableIndustry #MReportTH #IndustryNews

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH