MPI พ.ย. 2568 หดตัว 4.24% ชี้ความเสี่ยงภาคอุตสาหกรรมไทยปี 2569

ดัชนี MPI พฤศจิกายน 2568 หดตัว 4.24% จากน้ำท่วม–การค้าชายแดน ชี้ทิศทางอุตสาหกรรมไทยปี 2569

อัปเดตล่าสุด 5 ม.ค. 2569
  • Share :
  • 3,758 Reads   

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ระดับ 90.54 หดตัวร้อยละ 4.24 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงกดดันหลายปัจจัย ทั้งการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันครั้งใหญ่ ค่าเงินบาทแข็งค่ากระทบความสามารถการแข่งขันด้านการส่งออก สถานการณ์การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงอุทกภัยภาคใต้และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง สะท้อนความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย และเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อทิศทางปี 2569

29 ธันวาคม 2568 — นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ระดับ 90.54 หดตัวร้อยละ 4.24 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 55.49 เนื่องจากการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ เงินบาทแข็งค่าส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยเพิ่มสูงขึ้นและกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทย ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ส่งผลให้ภาคการผลิตในพื้นที่ต้องหยุดผลิตชั่วคราว และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากระทบการค้าชายแดน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ น้ำมันปิโตรเลียม และสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น นอกจากนี้ การท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อไก่แช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป รองเท้า เบียร์ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้แก่ การผลิตรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าในปีที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 และมาตรการสำคัญของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และเที่ยวดีมีคืน เป็นต้น

ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนธันวาคม 2568 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยในประเทศอยู่ในวัฏจักรขาลงและมีภาวะต้องเฝ้าระวังโดยปัจจัยด้านการลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวสูงต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคในประเทศได้รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณ  เฝ้าระวังลดลงตามการส่งออกของจีนและออสเตรเลียที่ขยายตัว ขณะที่การผลิตของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนยังคงต้องเฝ้าระวัง

“สำหรับแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในปี 2569 สศอ. ประเมินว่าอุตสาหกรรมดาวเด่นยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับ แรงหนุนจากโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามตลาด AI และ IoT อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน (xEV) ที่ขยายตัวตามความต้องการตลาด มาตรการ EV3.0 และ EV3.5  ประกอบกับเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (HDD)   ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิต HDD ความจุสูงเพื่อรองรับ Data Center ตลอดจนกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์สำเร็จรูปที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบและมาตรฐานการผลิต สามารถตอบสนองความต้องการบริโภคและตลาดสัตว์เลี้ยง  ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่อุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัว ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน สิ่งทอ และเฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ ซึ่งกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ภาระหนี้ครัวเรือน การทะลักของสินค้านำเข้า ต้นทุนการผลิตที่สูง และมาตรการด้านภาษีและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ทำให้จำเป็นต้องปรับตัวเชิงโครงสร้างเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” นายศุภกิจ กล่าว

อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

  • น้ำมันปาล์ม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 40.79 จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย 
  • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 6.40 จากผลิตภัณฑ์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ และ IC เป็นหลัก ตามการเติบโตของตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลก
  • น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 165.52 จากผลิตภัณฑ์น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และน้ำตาลทรายขาว เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบมากขึ้นกว่าปีก่อนเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และราคาอ้อยในฤดูกาลผลิต 2566/67 มีราคาสูง จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก

อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนพศจิกายน 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

  • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 13.52 จากผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และน้ำมันเครื่องบิน เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่
  • เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 25.66 จากผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว และมีสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน
  • ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.35 จากผลิตภัณฑ์ถุงมือยางทางการแพทย์ และยางแท่ง เป็นหลัก ตามปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดลดลงจากอุทกภัยทางภาคใต้ 


#MPI #อุตสาหกรรมไทย #เศรษฐกิจอุตสาหกรรม #ManufacturingThailand #IndustryOutlook #MReportTH #ข่าวอุตสาหกรรม


บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH