ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค. 68 ลดครั้งแรกในรอบ 4 เดือน การเมือง–ปัญหาไทยกัมพูชากดดัน

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค. 2568 ลดครั้งแรกในรอบ 4 เดือน การเมือง–ไทยกัมพูชากดดันเศรษฐกิจ

อัปเดตล่าสุด 8 ม.ค. 2569
  • Share :
  • 2,150 Reads   

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธันวาคม 2568 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน จากแรงกดดันด้านการเมืองในประเทศ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นและมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงต้นปี 2569

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนธันวาคม 2568 ที่จัดทำโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและหอการค้าไทย ได้ดำเนินการโดยออกแบบสอบถามตัวอย่างจากประชาชนทั่วประเทศเป็นจำนวน 2,242 คน แยกเป็นกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ร้อยละ 40.2 และต่างจังหวัดร้อยละ 59.8 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย และเพศหญิง ประมาณร้อยละ 49.8 และ 50.2 ตามลำดับ

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทย

ปัจจัยด้านบวก

  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้ลดอตัราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปีมีผลทัน ทีเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเศรษฐกิจครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ลดลง รวมท้ังสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปี หน้า ทั้งนี้ กนง. ได้คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัว 2.2% ส่วนปี 2569 คาดว่าขยายตัว 1.5% และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัว 2.3%
  • การประกาศใช้พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568และที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้จดัการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ้ทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่ว ไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้บรรยากาศในการหาเสียงคึกคักทั่วประเทศ
  • รัฐบาลดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” คลอบคลุมประชาชน 20ล้านคน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อลดรายจ่ายและกระจายรายได้สู่ร้านค้าท้องถิ่น โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งต้องใช้สิทธิครั้งแรกภายใน 11 พฤศจิกายน 2568 ผู้ที่ยื่นภาษีได้รับวงเงินสิทธิสูงสุด 2,400 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ยื่นภาษีได้รับสูงสุด 2,000 บาท
  • มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น ค่าที่พัก และค่าอาหาร มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 30,000 บาท โดยสามารถใช้สิทธิได้ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม - 15 ธันวาคม 2568 เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น
  • การส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่า 27,445.62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 7.05%ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 30,172.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 17.58% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 2,726.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ช่วง 11 เดือนปี 2568 ส่งออกได้รวม 310,706.58 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.58 และมีการนำเข้ารวม 315,662.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.38 ส่งผลให้ขาดดุลการค้ารวม 4,955.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 (E10) ปรับตัวลดลงประมาณ 0.50 และ 0.50 บาทต่อลิตร จากระดับ 31.48 และ 31.85 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ตามลำดับ มาอยู่ที่ระดับ 30.98 และ 31.35 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ตามลำดับ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศยังคงทรงตัวจากเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 30.94 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568
  • SET Index ในเดือนธันวาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.98 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1,256.69 จุด ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็น 1,259.67 จุด ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากนโยบายการเงินผ่อนคลายของ กนง. ที่ลดดอกเบี้ย 0.25% รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และภาคบริการที่การท่องเที่ยวเข้าสู่ high season

ปัจจัยด้านลบ

  • ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงผู้บริโภคยังรู้สึกว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตังสูงขึ้น
  • ราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และยางพารา อยู่ในระดับต่ำกว่าปี ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนักมีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัดในระยะนี้
  • ความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง และภาคใต้ ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการค้าขายและการท่องเที่ยว
  • เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับ 32.398 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็น 31.545 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ทำให้มีความกังวลว่าจะส่งกระทบในเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย -กัมพูชา ที่ยกระดับจนเกิดเหตุรุนแรงจนเกิดการสู้รบในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่สถานการณ์ดังกล่าว ยังส่งผลให้เกิดความกังวลต่อประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา รวมท้งับรรยากาศการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนที่ชะงักงัน
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับขบวนการฮามาส (Hamas) ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑลและในบางจังหวัดของภาคเหนือ และภาคกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนธันวาคม 2568 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากการยุบสภาและปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้า

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 45.5 49.8 และ 60.5 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนพฤศจิกายน ที่อยู่ในระดับ 46.8 50.9 และ 61.9 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 เป็น 51.9 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้ 

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน จากระดับ 36.5 เป็น 35.6 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน 61.5 มาอยู่ที่ระดับ 60.0 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองของไทยว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด  ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรหลังจากมีการเจรจาหยุดยิง

 

#ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค #เศรษฐกิจไทย #GDP Thailand #อุตสาหกรรมไทย #MReportTH #IndustryNews

 

ทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH