แนวโน้มอุตสาหกรรมไทย ไตรมาส 3/2568 | วิเคราะห์เหล็ก รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร

แนวโน้มอุตสาหกรรมรายสาขาสำคัญของไทย ไตรมาส 3/2568

อัปเดตล่าสุด 18 ธ.ค. 2568
  • Share :
  • 6,035 Reads   

กองนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผย แนวโน้มอุตสาหกรรมรายสาขาที่สำคัญ ไตรมาสที่ 3/2568 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อยู่ที่ 96.75 ขยายตัวร้อยละ 1.47 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 

 

อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า 

คาดการณ์การผลิตจะขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

คาดว่าดัชนีผลผลิตจะมีการหดตัวลง เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์โลก อาจจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและอาจทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมชะลอตัวลง และมูลค่าการส่งออกคาดว่าจะหดตัวลง เนื่องจากมีการเร่งสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้าในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2568 อย่างไรก็ตาม ควรติดตามความเคลื่อนไหวของนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

คาดว่าดัชนีผลผลิตและมูลค่าการส่งออกจะหดตัวลง เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะในประเทศจีน และสหรัฐอเมริกา อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นและการเร่งสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้าในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2568 รวมถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่หดตัวลงทำให้คำสั่งซื้ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมปลายทางลดลง

อุตสาหกรรมรถยนต์

คาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์ประมาณ 380,000 คัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสที่ 3 ปี 2567 จากความเป็นไปได้ของมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่น การผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อทำให้ตลาดในประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยการผลิตแบ่งเป็น การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศร้อยละ 40-45 และการผลิตเพื่อส่งออกร้อยละ 55-6

อุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์

คาดว่าจะมีการผลิตรถจักรยานยนต์กว่า 480,000 คัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ปี 2567 จากความเป็นไปได้ของมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของรัฐบาล และเศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยการผลิตแบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศร้อยละ 80-85 และการผลิตเพื่อการส่งออกประมาณร้อยละ 15-20

เยื่อกระดาษ กระดาษ และสิ่งพิมพ์

คาดว่า เยื่อกระดาษ กระดาษและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากการชะลอตัวของตลาดในประเทศ สำหรับการส่งออกเยื่อกระดาษไปยังประเทศจีนคาดว่า จะสามารถส่งออกเป็นบวกได้ตามความต้องการของผู้ใช้ปลายทาง ในขณะที่กลุ่มหนังสือและสิ่งพิมพ์การส่งออกจะขยายตัวได้ไม่มากนัก เนื่องจากความต้องการที่ลดลงของตลาดนำเข้า เช่น ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา แต่หลังนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาตรการ Reciprocal Tariff คาดว่า อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ กระดาษและสิ่งพิมพ์ของไทยมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนเยื่อกระดาษนำเข้า

ไม้และเครื่องเรือน

คาดการณ์ว่าการผลิตและการส่งออกยังคงทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายสนับสนุนการใช้วัสดุภายในประเทศ และการขยายตลาดเฟอร์นิเจอร์ไปยังซาอุดิอาระเบีย และ UAE รวมทั้งการลงทุนปรับปรุงโรงแรมเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลต่อความต้องการเฟอร์นิเจอร์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ มาตรการการค้าของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม อินโดนีเซียและจีน ที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมไม้และเฟอร์นิเจอร์มากขึ้น และกำลังซื้อที่คาดว่าจะยังชะลอตัว ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการของไทยได้

อุตสาหกรรมยาง และผลิตภัณฑ์ยาง

คาดการณ์ได้ว่า ปริมาณการผลิตยางแปรรูปขั้นปฐม (ยางแผ่น ยางแท่ง และน้ำยางข้น) จะขยายตัวทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์จากความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ภาคการผลิตยางรถยนต์ คาดว่าจะขยายตัวตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และความต้องการของตลาด (Replacement Equipment Manufacturing : REM) และภาคการผลิตถุงมือยางอาจชะลอตัวจากคำสั่งซื้อจากการลดคำสั่งซื้อของตลาดต่างประเทศ

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

คาดว่าจะมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากความต้องการสินค้าภายในประเทศที่ลดลงจากความกังวลด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมทั้งมาตรการขึ้นภาษีใหม่ของสหรัฐฯ และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่เป็นผลกระทบสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสินค้ากลุ่มนี้ลดลง ในขณะที่การส่งออกคาดว่ายังคงขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม แนวทางการแข่งขันของตลาดอัญมณีและเครื่องประดับนั้น จะต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับเทคโนโลยีกับทักษะของช่างฝีมือท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความยั่งยืน และการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล เพื่อสร้างความแตกต่างและช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากขึ้น

อุตสาหกรรมอาหาร

คาดว่าดัชนีผลผลิตในภาพรวมและมูลค่าการส่งออกจะหดตัวเล็กน้อยตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีความกังวลต่อนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐอเมริกาและจีนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร

 

อ่านย้อนหลัง:

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH