พลิกโฉมเมือง “สุไหงโก-ลก” เปิดดิวตี้ฟรี ชงศุลกากรจูงใจคนไทยช็อปแบรนด์เนมได้ 2 หมื่น

อัปเดตล่าสุด 12 มิ.ย. 2562
  • Share :
  • 973 Reads   

นายปรีชา นวลน้อย นายอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เตรียมการพัฒนาพื้นที่เพื่อส่งเสริมการค้าขายและการท่องเที่ยวในอำเภอสุไหงโก-ลก โดยได้ก่อสร้างโครงการร้านค้าปลอดภาษี (duty free) มูลค่า 30 ล้านบาท บริเวณด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก เสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนการตกลงระหว่างธนารักษ์กับเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ว่าจะคิดอัตราค่าเช่าอย่างไร ก่อนที่จะเปิดพื้นที่ให้เอกชนลงทุนเช่าดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ตามแผนคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปีนี้


“สำหรับสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายในร้านค้าปลอดภาษี แบ่งเป็นการจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ของนราธิวาส จำนวน 25% ที่เหลือจะเป็นสินค้าแบรนด์เนมในดิวตี้ฟรีทั่วไป โดยมีการพูดคุยกับทางนายด่านเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบของการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี จากเพื่อจำหน่ายให้แก่ชาวต่างประเทศ ผ่านการตรวจเล่มพาสปอร์ต ให้เจาะกลุ่มลูกค้าชาวไทยมากขึ้น ด้วยการตั้งข้อกำหนดให้ชาวไทยสามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมดังกล่าวได้ผ่านเงื่อนไขการซื้อไม่เกิน 20,000 บาท/คน/เดือน และต้องมีใบเสร็จการเข้าพักในโรงแรมในอำเภอสุไหงโก-ลก เป็นเวลา 2 คืนก่อน เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่” นายปรีชากล่าว


ดันขึ้น “คอมเพล็กซ์” 300 ล้าน

นายปรีชากล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการพัฒนาเมืองสุไหงโก-ลก ยังมีแนวทางการขอใช้พื้นที่ 25 ไร่ จากพื้นที่บ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ ที่ทิ้งร้าง 288 ห้อง เพื่อจัดทำเมืองสุไหงโก-ลกคอมเพล็กซ์ โดยให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นผู้จัดซื้อในราคาราว 87 ล้านบาท จากนั้นมอบให้กรมธนารักษ์ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนให้ทางเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลกเป็นผู้ดูแล โดยได้เสนอแผนผ่านทาง ศอ.บต. เพื่อนำเสนอต่อไปยังรัฐบาล ผ่านแนวทางจัดทำเป็นศูนย์การค้าชายแดน ประกอบด้วย ศูนย์การค้าที่จะติดต่อนักลงทุนที่สนใจเข้ามาจัดทำ อาคารประชุมของเทศบาลขนาด 1,000 ที่นั่ง และลานวัฒนธรรม โดยในส่วนอาคารคาดว่าจะเป็นเงินลงทุน 300 ล้านบาท


รวมถึงโครงการตลาดกลางการเกษตร เพื่อจำหน่ายสินค้าจำพวกพืชผักและผลไม้ให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีชาวมาเลเซียเข้ามาซื้อจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อในประเทศมาเลเซีย โดยตั้งเป้าว่าจะให้มีลักษณะเหมือนตลาดไท ที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีพื้นที่ในการจัดทำ 8 ไร่ ซึ่งทางเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลกจะขอเช่าพื้นที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยกำลังเจรจาในเรื่องอัตราค่าเช่า


ในส่วนการพัฒนาการค้าชายแดน เนื่องจากที่ผ่านมาด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก มีช่องทางจำกัดและคับแคบ จึงมีการของบประมาณกลุ่มจังหวัด จำนวน 11 ล้านบาท


ในการจัดซื้อกล้องวงจรปิด เครื่องตรวจบุคคล และเครื่องสแกนนิ้ว ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย มีการขยายช่องทางตรวจจาก 4 ช่องทาง เป็น 8 ช่องทาง โดยในปี 2561 มีคนเดินทางผ่านเข้าด่านสุไหงโก-ลก ประมาณ 1.1 ล้านคน เดินทางออก ประมาณ 9 แสนคน มูลค่าการค้าชายแดนรวม 4,000 กว่าล้านบาท เป็นนำเข้าเกือบ 3,000 ล้านบาท ส่งออกราว 1,000 ล้านบาท สินค้านำเข้าเป็นประเภทไม้ยืนต้น ในขณะที่การส่งออกเป็นสินค้าจำพวกผักและผลไม้ โค-กระบือ และเสื้อผ้า เป็นต้น


เร่งศึกษาสถานีขนส่งครบวงจร

นอกจากนี้ นายปรีชา กล่าวเพิ่มเติมว่ายังมีโครงการการจัดซื้อที่ดินจำนวน 87 ไร่ เพื่อจัดทำสถานีขนส่งครบวงจรที่มีลานกองเก็บและคลังสินค้า โดยตั้งงบประมาณเบื้องต้นไว้ 300 ล้านบาท ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม อนุมัติงบฯแล้ว 3 ล้านบาท เพื่อทำการศึกษาและออกแบบโครงสร้าง


รวมถึงอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงพื้นที่สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ซึ่งถือเป็นสถานีสุดท้ายก่อนเข้าสู่มาเลเซีย งบประมาณ 31.2 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 โดยรายละเอียดมีทั้งการปรับรางวิ่ง ปรับคลังสินค้า และพิพิธภัณฑ์ของ ร.ฟ.ท. ทั้งนี้ ในอดีตสามารถเดินทางเข้าประเทศมาเลเซียผ่านทางรถไฟได้ แต่ปัจจุบันเกิดน้ำท่วมใหญ่ในมาเลเซีย ทำให้เส้นทางนี้หายไป และยังไม่ได้เปิดใช้บริการใหม่ โดยล่าสุดอยู่ในขั้นตอนพูดคุยระหว่าง ศอ.บต.กับทางการประเทศมาเลเซีย

 


ที่มา : Prachachat.net