“สมคิด”สั่ง BOI เติมสิทธิพิเศษ ดึงหัวเว่ย-แจ็กหม่าลงทุนเพิ่ม

7 พ.ย. 2561
  • Share :

“สมคิด” จัดหนักจีบนักลงทุนจีนยกทัพลงทุนในไทย ช่วง “Golden Period” ปีหน้า สั่ง “บีโอไอ” อัดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเต็มสูบ ดึง “หัวเว่ย-ZTE” หนุนทรานส์ฟอร์มดิจิทัลในไทยนำร่องลงทุน 5G ด้าน ก.พาณิชย์มั่นใจส่งออกสินค้าไปจีนโต 12% พร้อมเร่งขยายตลาด 3 กลุ่มสินค้าเป้าหมาย ฟากเจ้าพ่ออาลีบาบา “แจ็ก หม่า”เดินหน้าลุยซื้อที่ดิน “อีอีซี”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 3-8 พ.ย. 2561 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้เดินทางไปโรดโชว์เศรษฐกิจการค้า การลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

“อาลีบาบา” ลุยซื้อที่ดิน “อีอีซี”
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการหารือร่วมกับนายแจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา ที่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างร่วมงาน China International Import Expo (CIIE) 2018 ว่า อาลีบาบาแสดงความจำนงจะสร้างโลจิสติกส์ ฮับ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยต้องการซื้อที่ดินตามเงื่อนไขอีอีซี และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้ นายแจ็ก หม่า ทราบด้วยว่า จะขอให้ฝ่ายไทยทำโครงการโปรโมตการท่องเที่ยวไทยผ่านเว็บไซต์ในเครือข่ายอาลีบาบา ที่มีผู้เข้าชมกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก จัดทำคลิปประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษ 20 วินาที ออนไลน์ช่วงเทศกาลช็อปปิ้ง “วันคนโสด” 11 พ.ย.ของทุกปี

ขณะเดียวกัน ทางอาลีบาบาได้แจ้งว่ายังต้องการสินค้าเกษตรไทยอีกหลายรายการ และจะไม่เป็นเพียงคู่ค้าเท่านั้น แต่ต้องการร่วมมือเป็นพันธมิตรในการฝึกอบรมบุคลากรร่วมกันด้วย
“ผมแจ้งให้แจ็ก หม่า และผู้บริหารอาลีบาบาชุดใหม่ทราบว่า ไทยต้องการให้เขาจัดทำแพ็กเกจลงทุนในอีอีซี เพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และร่วมในวาระ golden period ปีทองแห่งการลงทุนในไทยปีหน้า ซึ่งบีโอไอจะจัดสิทธิประโยชน์เพิ่มเป็นกรณีพิเศษให้”

นอกจากนี้ ได้มีการหารือกับบริษัท Jiangsu World Group ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ทางการเกษตร ที่สนใจขยายลงทุนในไทยเพิ่มด้วยการตั้งโรงงานผลิตเครื่องจักรทางการเกษตร มูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกไปยังอาเซียน

ชูปีหน้าปีทองลงทุนไทย
สำหรับการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี และบริษัท ZTE Corporation นายสมคิดกล่าวว่า ทั้งสองบริษัทเป็นผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลของจีน โดยตนได้ย้ำว่าช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการลงทุนในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ซึ่งการไปลงทุนในไทยยังได้รับการสนับสนุนตามนโยบายความร่วมมือระหว่างจีนและญี่ปุ่น ที่จับมือกันลงทุนในประเทศที่ 3

โดยในปีหน้า BOI เตรียมประกาศให้เป็น “golden period” ของการลงทุนในไทยโดยเฉพาะในอีอีซี หากตัดสินใจลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนดจะได้สิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่ม รวมถึงการพิจารณาให้ใช้กองทุนเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันสนับสนุนการลงทุนกรณีที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย

นายสมคิดกล่าวว่า ฝ่ายไทยอยากให้ทั้งคู่เข้ามาลงทุนเพื่อช่วยเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลของไทยให้พัฒนาก้าวกระโดด โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเรื่อง 5G ในปี 2563 จึงบอกไปว่าให้รีบทำข้อเสนอเข้ามาว่าจะลงทุนอะไรบ้างเป็นแพ็กเกจ ทั้งไลน์การผลิตสถาบันวิจัยและพัฒนา สถาบันฝึกอบรมบุคลากร และโปรแกรมการพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อที่จะพิจารณาว่ารัฐบาลจะสนับสนุนอะไรให้เป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงของหัวเว่ยได้นำเสนอแผนลงทุนพัฒนา 5G ในพื้นที่ EECi มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเริ่มในปี 2562 เพื่อสร้างสนามทดลอง 5G แห่งแรกในไทย รวมทั้งร่วมมือกับผู้ประกอบการธุรกิจสื่อสารพัฒนาโครงการนี้ร่วมกันต่อไป

พาณิชย์ชี้สงครามการค้าเป็นโอกาส 
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มีผู้เข้าร่วมงาน CIIE กว่า 170 ประเทศทั่วโลก โดยผู้ประกอบการไทยและจีนมีโอกาสได้พูดคุยเพื่อขยายช่องทางการค้าระหว่างกันร่วม 36 ราย “สงครามการค้าที่เกิดขึ้น ไทยควรเร่งหาโอกาสที่จะใช้ประโยชน์ในการขยายตลาดการส่งออก ยกระดับสินค้าเกษตรไทย ผลไม้ไทย เพราะสินค้าไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้มีอีกมาก เพียงต้องหาช่องทาง คู่ค้าที่เหมาะสม เมื่อโอกาสจะกระจายสินค้าเข้าได้ทันที” และในระยะสั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมองหาโอกาสว่าจะต้องเพิ่มขยายสินค้าส่งออกไปในประเทศไหนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสหรัฐ จีน ขณะที่ระยะกลางและระยะยาวต้องมองหาโอกาสในการลงทุนร่วมธุรกิจให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการค้า การส่งออกไปยังประเทศที่ได้ผลกระทบ และสร้างการเชื่อมโยง ยกระดับโลจิสติกส์ โดยให้ไทยเป็นซัพพลายเชนในการขนส่ง

นอกจากนี้ ตนยังได้หารือกับนายแจ็ก หม่า ประธานกรรมการบริหารอาลีบาบา กรุ๊ป โดยขอความร่วมมือให้อาลีบาบาช่วยสนับสนุนยกระดับอีคอมเมิร์ซสินค้าเกษตรไทย ผลไม้ไทย ให้มีช่องทางการค้าเพิ่มขึ้น พร้อมสนับสนุนให้เหอหม่าช่วยกระจายสินค้า เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ทำการค้าทั้งในออนไลน์และออฟไลน์ มีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ จึงเป็นโอกาสที่สินค้าไทยจะเข้าตลาดจีนได้เพิ่มขึ้นทั้งหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จับมือ 3 กระทรวงร่วมมือพัฒนาสินค้าชุมชนเข้าสู่ระบบอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเถาป่า วิลเลจ จะเข้ามาอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการไทยด้วย

ส่งออกจีนโต 12% 
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตลาดจีนก็ยังเป็นคู่ค้าอันดับ 1 และนักลงทุนอันดับต้น ๆ ของไทย โดยในปี 2560 การค้ารวมระหว่างไทยกับจีนมีมูลค่า 73,670 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปี 2559 ที่ 12% และแค่ในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าสูงถึง 39,395 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 13%

สำหรับหมวดสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ และมีความสามารถในการผลิต มี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มสินค้าอาหาร ได้แก่ ผลไม้และผลไม้แปรรูป น้ำดื่มผลไม้ อาหารทะเลแช่แข็ง ข้าวหัก ถั่วต่าง ๆ น้ำมันมะพร้าว 2.กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ สินค้าวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติก และ 3. กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เช่น technical textile ผ้านาโน ผ้าฝ้าย เป็นต้น

อัญมณี-ไลฟ์สไตล์มีอนาคต
ด้านนายบุญกิต จิตรงามปลั่ง นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า ตลาดจีนยังมีความต้องการสินค้า โดยเฉพาะลูกค้าระดับกลางช่วงอายุต่ำกว่า 20-50 ปี เติบโตรวดเร็ว ขณะที่ตลาดบนช่วงอายุ 50 ปี ยังต้องรักษาไว้ ทั้งมุ่งขยายช่องทางการค้าผ่านออนไลน์ให้มากขึ้น เนื่องจากเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย ทั้งตลาดออนไลน์ในจีนขยายตัวรวดเร็ว ส่วนสงครามการค้าที่เกิดขึ้นไม่น่ากระทบต่อสินค้ากลุ่มนี้

นายสุพัฒน์ ศรีวรรณวิทย์ นายกสมาคมการค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนไทย และนายกสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า การเดินทางร่วมงานครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสำรวจช่องทางทางการตลาดให้กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ เพราะยังส่งออกมาจีนน้อย ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากจีนจำนวนมากจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบคู่ค้าในงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันที่ 6 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล จงหนานไห่ กรุงปักกิ่ง นายหาน เจิ้ง รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของจีน ได้กล่าวชื่นชมนายสมคิด และเห็นด้วยกับข้อเสนอของไทยที่สนับสนุนส่งเสริม ทั้งแบบทวิภาคี และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยเฉพาะการที่รัฐบาลจีนและญี่ปุ่น จับมือขยายลงทุนไปยังประเทศที่สาม และในวันที่ 7 พ.ย.นายสมคิดและคณะ มีกำหนดการเข้าหารือกับนายหวัง หย่ง มุขมนตรีแห่งรัฐ และคาดว่าจะมีการแจ้งความคืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาการท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีนด้วย

 


ที่มา : Prachachat.net