บอร์กวอร์เนอร์ (BorgWarner) ฉลองเปิดโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมฯ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง)

อัปเดตล่าสุด 28 มี.ค. 2561
  • Share :
  • 23,487 Reads   

บริษัท บอร์กวอร์เนอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือบริษัท บอร์กวอร์เนอร์ ผู้ผลิตระบบส่งกำลังและโซลูชั่นชั้นนำด้านชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก จัดพิธีเปิดโรงงานผลิตระดับเวิร์ลคลาสที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) พัฒนาโดยบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการลงทุนของไทย โรงงานขนาด 6,500 ตารางเมตรแห่งนี้จะขับเคลื่อนการผลิตเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่มีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงาน เพื่อส่งมอบให้กับผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำในภูมิภาคได้อย่างทั่วถึง

 

รู้จักกับ บอร์กวอร์เนอร์ (BorgWarner)

บอร์กวอร์เนอร์ เป็นบริษัทภายใต้การควบคุมของ บริษัท บอร์กวอร์เนอร์ อินซ์ (สหรัฐอเมริกา) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีที่สะอาดและมีประสิทธิภาพสำหรับการเผาไหม้ ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีโรงงานผลิตและศูนย์พัฒนาเทคโนโลยี 64 แห่งใน 17 ประเทศ และมีพนักงานทั้งหมดกว่า 27,000 คน

สำหรับโรงงาน BorgWarner แห่งล่าสุดที่จังหวัดระยองนี้ จะตอบสนองต่อความต้องการเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่เพิ่มขึ้นในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ด้วยกำลังการผลิต 787,000 ชิ้น เม็ดเงินลงทุน 852 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานกว่า 200 คน

โรงงาน BorgWarner ที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ได้รับการออกแบบตามหลักการผลิตแบบลีน ทำให้การเคลื่อนไหลของคนและวัสดุต่างๆ เป็นไปตามไลน์การผลิตที่วางแผนไว้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การผลิตทั้งหมดได้รับการควบคุมให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดด้วยพื้นโรงงานที่ปิดผนึกด้วยแรงดันสูงและมีอากาศเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้อนุภาคใด ๆ ที่อาจจะมารบกวนกระบวนการผลิตได้

ข้อมูลจาก BorgWarner ตัวเลขคาดการณ์ปี 2020 จะมีรายได้อยู่ที่ 11.5 - 11.8 พันล้านเหรียญ โดย Backlog ในธุรกิจใหม่จะขับเคลื่อน CAGR 5-7% ต่อปี (ปี 2017-2020) ธุรกิจใหม่มีมูลค่าสุทธิ 700-825 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นการเติบโตในทุกระบบขับเคลื่อน แบ่งเป็นด้วยการเผาไหม้ 50%, รถไฮบริด 45% และรถยนต์ไฟฟ้า 5% จากยอดขายสุทธิ และคาดว่าภูมิภาคเอเชียจะมีการเติบโตสูงสุดที่ 41% ตามด้วยอเมริกา 38% และยุโรป 21%


ที่มา : M Report