EEC เนื้อหอมต่อเนื่อง กนอ.เซ็นสัญญาเอ็กโก ระยอง ตั้งนิคมฯ แห่งที่ 62

ตั้งนิคม "เอ็กโก ระยอง" รับ EEC ดึงลงทุน 1.6 หมื่นล้าน

อัปเดตล่าสุด 11 ม.ค. 2564
  • Share :

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เซ็นสัญญาร่วมดำเนินงานกับ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโก ระยอง (EGCO Rayong Industrial Estate) บนพื้นที่ 621 ไร่ ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุนในศักยภาพพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ยังเป็นแม่เหล็กดูดการลงทุน รองรับนโยบายรัฐขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และ New S-Curve คาดหลังเปิดดำเนินการสร้างเม็ดเงินได้กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 4,000 อัตรา!

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า การเซ็นต์สัญญาร่วมดำเนินงานระหว่าง กนอ.และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโก ระยอง ในพื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง (พื้นที่โรงไฟฟ้าระยองเดิม) บนพื้นที่ 621 ไร่ ที่คาดว่าจะใช้ระยะเวลาพัฒนาพื้นที่ ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมเปิดให้บริการได้ภายใน 2 ปี โดยคาดว่าเมื่อเปิดดำเนินการแล้วจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 16,840 ล้านบาท เกิดการจ้างงานเพิ่มประมาณ 4,210 อัตรา ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง ถือเป็นโครงการที่สนองตอบต่อนโยบายการพัฒนาอีอีซีของรัฐบาล โดยมุ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และ New S-Curve ได้แก่ ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์ครบวงจร และ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เป็นต้น 

นิคมเอ็กโกระยอง

การพัฒนาโครงการฯบริษัทฯ ได้มีการออกแบบภายใต้แนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial) โดยจัดให้มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่แนวกันชนเชิงนิเวศ (Eco-Belt) รอบพื้นที่โครงการฯ และนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมาปรับปรุงคุณภาพและนำไปใช้ประโยชน์ภายในโครงการ (Recycle) เพื่อลดอัตราการระบายน้ำทิ้งออกนอกพื้นที่ และใช้พลังงานทดแทน (Renewable Energy) ด้วย “ทั้งนี้ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เรียบร้อยแล้ว และจะเข้าสู่กระบวนการจัดสรรที่ดินและ ขออนุมัติผังแม่บท ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2565”ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

 

อ่านต่อ:


ที่มา : M Report