ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตอกย้ำความเป็นผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น พร้อมลุยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยอีโคสตรัคเจอร์

อัปเดตล่าสุด 12 ก.ค. 2562
  • Share :
  • 475 Reads   

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562  ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ด้านการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น  เผยผลประกอบการทั่วโลกโตต่อเนื่อง ตอกย้ำเทคโนโลยีอีโคสตรัคเจอร์ (EcoStruxure™) เพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานได้จริง ผู้ใช้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการลดการใช้ทรัพยากรบนโลก ขณะที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เปิดตัวผู้บริหารประจำประเทศไทย และประเทศลาวคนใหม่ เดินหน้าสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ ด้วยประสบการณ์กว่า 28 ปี ในการทำงานร่วมกับบริษัทยักษ์ด้านไอทีระดับโลก พร้อมมุ่งเน้นพัฒนาคนและทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทั้ง วิศวกร ช่างไฟ และนักศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในสายอาชีพ เพื่อเป็นแรงสนับสนุนประเทศไทยในยุคดิจิทัลต่อไป 

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย ประธานชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประจำประเทศไทยและลาว 

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย ประธานชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประจำประเทศไทยและลาว เผยว่า “ภาพรวมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทั่วโลกในปี 2562 มีรายได้ราว 26,000 พันล้านยูโร โดยภูมิภาคที่มีรายได้มากที่สุด ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คิดเป็น 29 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา ได้แก่ ทวีปอเมริกาเหนือ 28 เปอร์เซ็นต์ และ ยุโรปตะวันตก 21 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ กลุ่มประเภทธุรกิจที่โตที่สุด คือ กลุ่มอาคารทั้งเชิงพาณิชย์ ที่พักอาศัย และอาคารโรงงานอุตสาหกรรม โดยคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ 2 ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม 29 เปอร์เซ็นต์ และอันดับที่ 3 ดาต้าเซ็นเตอร์ 16 เปอร์เซ็นต์”

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รายได้ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ถีบตัวขึ้นกว่าปีที่แล้ว ซึ่งมีรายได้ 24,700 พันล้านยูโร คือการปฏิรูปสู่ดิจิทัลในระดับโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นกลยุทธ์ที่จะสร้างเสถียรภาพ และประสิทธิภาพให้กับภาคธุรกิจต่างๆ อย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยี เช่น IoT รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data ทำให้หลายบริษัทสามารถสร้างประสิทธิภาพและนวัตกรรม เป็นการเพิ่มข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน

เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้นำรายได้ 5 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละปี เพื่อทุ่มเทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนไปสู่รูปแบบกระบวนการทางดิจิทัลได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น และด้วย EcoStruxure ซึ่งเป็นทั้งแพลตฟอร์ม และสถาปัตยกรรมแบบเปิดของทาง ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเอง ให้ความสามารถด้าน IoT ด้วยนวัตกรรมใน 3 ระดับ

ทั้งระดับการเชื่อมต่อของผลิตภัณฑ์ (Connected product) การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปลายทางที่ทำให้สามารถมอนิเตอร์อุปกรณ์ต่างๆ ในระบบได้ (Edge Control) และ ระดับแอปพลิเคชั่น การวิเคราะห์ และบริการ (Apps, Analytics and Services) ซึ่งสามารถนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผล วิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำและถูกต้อง

จากความมุ่งมั่นที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทุ่มเทด้วยเจตนารมณ์อันหนักแน่นในการคิดค้นนวัตกรรมที่ให้ความยั่งยืนทั้งภาคธุรกิจและโลก ทำให้มีผลในเชิงบวกไปพร้อมๆ กัน ด้วยอีโคสตรัคเจอร์ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีด้าน IoT ช่วยลดการใช้พลังงานควบคู่ไปกับการลดการใช้ทรัพยากร ลดกระบวนการที่ไม่จำเป็นในการดำเนินงาน เพิ่มความคล่องตัว ลดปัญหาการการล่มของระบบ ให้ผลผลิตที่มากขึ้น ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานในยุคดิจิทัล รวมไปถึงการพัฒนากำลังคนด้านอาชีพและการศึกษาให้มีองค์ความรู้ทัดเทียมในระดับสากล การช่วยเหลือสังคมที่ไร้พลังงาน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นดีเอ็นเอ ที่พนักงานของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทั่วโลก ให้ความสำคัญเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยคำมั่นสัญญาของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่มุ่งมั่นในเรื่องการสร้างนวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืนช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า “Life is On” ในทุกที่สำหรับทุกคน และทุกช่วงเวลา


ที่มา : M Report