จัดแถว 51 เมกะโปรเจ็กต์ ชง ครม.ฟาสต์แทร็กแจ้งเกิดยุค คสช.

อัปเดตล่าสุด 10 พ.ย. 2560
  • Share :
  • 357 Reads   

หลังเสร็จงานพระราชพิธีสำคัญ “รัฐบาล คสช.” เร่งขับเคลื่อนพัฒนาประเทศทุกโหมด ล่าสุดขุนพลเศรษฐกิจ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” บุกกระทรวงคมนาคมเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 1 ปี ติดตามการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ในครั้งนี้ก็เหมือนเช่นทุกครั้ง ที่มา “ชม-เร่ง-จี้-บี้” เป็นรายโครงการให้เข้าเป้า

ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 2-3 ล้านล้านบาท ทั้งในแผนปฏิบัติการเร่งด่วน (action plan) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จึงเป็นธรรมดาที่คมนาคมจะถูกคาดหวังให้ดึงเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ

เบิกจ่ายปี”60 ทะลุ 90%

“คมนาคมมีผลงานน่าพอใจ โดยเฉพาะโครงการใหญ่ ปี 2560 คืบหน้ามากเบิกจ่ายงบประมาณได้สูงกว่าเป้า 90% จะเบิกจ่ายปีนี้อีก 1.16 ล้านล้านบาท และปี 2561 อีก 8 แสนล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวดีขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นเข้ามาลงทุน จากวันสุดท้ายที่พบกันจนถึงวันนี้ สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้นมาก โครงการใหญ่เริ่มออกมา เวลาทำงานอีก 1 ปี ทุกโครงการอยากให้กระชับ”

เร่งพัฒนาโครงข่ายหนุนอีอีซี

เนื่องจากโครงการลงทุนของคมนาคมมีมาก สั่งให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดลำดับความสำคัญโครงการที่ต้องลงทุนก่อนหลัง ให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนา EEC เป็นลำดับแรก โดยเฉพาะโครงการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจากดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ให้เปิดประมูลได้ก่อนสิ้นปีนี้ ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ให้ประมูลก่อนสิ้นปีหน้า เพื่อให้เริ่มต้นได้สักที ส่วนโครงการย่อย ก็ทยอยออกประมูล เช่น ถนน

งานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ทำได้ดีเป็นตามเป้าหมาย ทางคู่ 5 เส้นทาง ได้ผู้รับเหมาทั้ง 9 สัญญา และให้เดินหน้าทางคู่เฟสที่ 2 ต่อ โดยกำชับทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนไม่ชักช้า ส่วนรถไฟไทย-จีน กรุงเทพฯ-นครราชสีมาค่อนข้างมั่นใจเดือน พ.ย.-ต้น ธ.ค. นี้ จะเริ่มสร้างได้ และให้ศึกษาเชื่อมไปถึงหนองคายเชื่อมรถไฟจีน-ลาวในอนาคต สั่ง รฟม.ขยายรถไฟฟ้าไปภูมิภาค อีกทั้งเร่งรัดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ลงทุนรถไฟฟ้า 4 จังหวัด แก้ปัญหารถติดและส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาค ได้แก่ ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ และนครราชสีมา โดยเฉพาะภูเก็ตให้เริ่มสร้างในปี 2561 และให้ศึกษาอุดรธานี และพิษณุโลกเพิ่ม

ด้านการบินเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เร็ว ๆ นี้การบินไทยและแอร์บัสจะลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ในสนามบินอู่ตะเภา จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นเอเชียฮับ รวมทั้งภายในเดือน พ.ย.นี้ให้สรุปการบริหาร 29 สนามบินภูมิภาคที่มีศักยภาพ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว ระหว่าง บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และกรมท่าอาอาศยาน (ทย.)

“ต้นปีหน้าจะเปิดฤกษ์ธงชัย การเปิดขายหน่วยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFF สร้างทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนตะวันตก”

ส่วนงานของกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) พยายามเร่งโครงการให้มีการจัดสรรงบประมาณออกมาให้เร็ว ที่ผ่านมาทั้งปี ผลงานคมนาคมมีมาก เพียงแต่ช่วงแรก ๆ เป็นจุดเริ่มต้นเร่งโครงการ ก็เริ่มทยอยออกมา หลังอุปสรรคต่าง ๆ น้อยลง

ปีหน้าลุยประมูล 51 โครงการ

ด้าน “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการในแผนเร่งด่วนปี 2561 มี 51 โครงการ เงินลงทุนรวม 2.39 ล้านล้านบาท (ดูตาราง) แบ่งเป็นโครงการต่อเนื่องปี 2559-2560 มี 43 โครงการ เงินลงทุน 2.29 ล้านล้านบาท

ส่วนโครงการใหม่มี 8 โครงการ วงเงิน 103,285 ล้านบาท อาทิ ระบบขนส่งมวลชน จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และนครราชสีมา, ต่อขยายโทลล์เวย์ช่วงรังสิต-บางปะอิน 25,000 ล้านบาท, มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-มหาชัย 40,000 ล้านบาท สาเหตุที่โครงการใหม่ปี 2561 มีน้อย เพราะได้ผลักดันโครงการตั้งแต่ปี 2558-2560

ขณะที่ข้อสั่งการของ “รองสมคิด” ให้เร่งสรุปผู้บริหารสนามบิน 29 แห่ง “อาคม” อธิบายว่า ตามที่ ทอท.เสนอบริหาร 15 สนามบิน ซึ่งวิเคราะห์ในลักษณะคลัสเตอร์ ขณะที่ ทย.รับผิดชอบ 29 สนามบิน ในแง่ผลประกอบการ ยังถือว่ามีกำไร แต่ ทอท.ยังไม่มีสนามบินภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะต้องหารือให้ได้ข้อสรุป

“สนามบินมีต้นทุนอยู่ที่การบริหารและให้บริการ เช่น ค่าพาร์กกิ้ง แลนดิ้ง ค่าฟีต่าง ๆ เทียบดูแล้ว ทอท. บริหารสนามบินใหญ่มาอย่างสุวรรณภูมิ ต้นทุนการบริหารสูง ในขณะที่กรมท่าอากาศยานต้นทุนการบริหารต่ำกว่า คงต้องดูหลายปัจจัย หากบริหารระดับอินเตอร์ต้นทุนจะสูงขึ้น ต้องดูว่าจะดึงดูดให้สายการบินเข้ามาบิน ก็ต้องมีแรงจูงใจอย่างไร”

เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติ

นายอาคมกล่าวว่า ทั้งนี้โครงการในแผนทั้งหมดให้ สนข.จัดลำดับความสำคัญตามที่ได้รับนโยบาย ทำเป็นแผนเร่งด่วนของปี 2561 พร้อมแผนการใช้เงินแต่ละปี เสนอให้ ครม.อนุมัติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพัฒนาโครงการต่อไป

รวมถึงคัดเลือกโครงการเข้าสู่กระบวนการพิจารณา PPP fast track เพื่อให้โครงการได้เริ่มต้นภายในรัฐบาลชุดนี้