ขนส่งด้วย CASE, คมนาคมด้วย MaaS

อัปเดตล่าสุด 10 ก.ย. 2562
  • Share :

สังคมจะดีได้หรือไม่ การคมนาคมอาจเป็นหนึ่งในปัจจัย ในฐานะของการขนส่งผู้คน และสิ่งของ อย่างไรก็ตาม การคมนาคม กำลังประสบปัญหาที่รุนแรงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ธุรกิจ E-commerce กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ปัญหาขาดแคลนคนขับรถกลายเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับปัญหาค้างคาที่ยังแก้ไม่ตก ทั้งเส้นทางการเดินทางที่ไม่ทั่วถึง, ความแออัดในชั่วโมงเร่งด่วน, และอื่น ๆ

การขนส่ง


Double Truck ความยาว 25 เมตร บริษัท YAMAMOTO TRANSPORT

รถบรรทุก ผู้เล่นหลักในการขนส่งภายในประเทศ  กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการมาของแนวคิด CASE (Connected, Autonomous, Shared, Electric) ซึ่งจะเข้ามาช่วยลดภาระ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดียิ่งขึ้น

Hitachi Transport System เปิดตัวเทคโนโลยี IoT สำหรับบริหารจัดการรถบรรทุก “Smart & Safety Connected Vehicle (SSCV)” ซึ่งมีคุณสมบัติในการตรวจสอบ อุณหภูมิ และความดันของผู้ขับ เป็นฟังก์ชันเพิ่มเติมจากการบันทึกเวลารับส่งพัสดุ เพื่อให้ผู้รับ และผู้ส่งสามารถตรวจสอบข้อมูลการขับ และสภาพร่างกายผู้ขับ เพื่อร่วมกันวางแผน และปรับเปลี่ยนกระบวนการขนส่งให้เกิดความปลอดภันสูงสุดได้ ซึ่งทางบริษัทรายงานว่า “ระบบนี้จะถูกนำมาใช้กับรถบรรทุกทั้งหมดของบริษัทภายในเดือนธันวาคมนี้”

ส่วนในด้านการกระจายสินค้านั้น อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ กำลังนำเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติมาใช้ในการพัฒนาขบวนรถบรรทุก ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกมาตรการผ่อนปรน เพื่อให้ทดลอง “Double Truck” ขบวนรถตู้ขนาดใหญ่ซึ่งคันหนัาใช้คนขับ และคันหลังไร้คนขับ บนถนนจริงได้ตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม โดย Mr. Yutaka Nagao ประธานบริษัท YAMATO HOLDINGS ผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่ประเทศญี่ปุ่น แสดงความเห็นว่า “อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ควรลดการแข่งกันลง แล้วเปลี่ยนมาให้ความร่วมมือ อะไรแบ่งได้ในทางเดียวกันก็แบ่งกันดีกว่า”

ส่วนในด้านของ E-commerce ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ส่งผลให้จำนวนสินค้าในรถบรรทุกแต่ละเที่ยวลดลง จึงส่งผลให้ธุรกิจรายเล็ก อยู่ระหว่างการนำเสนอโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น “การจับคู่สินค้ากับรถ” เพื่อแยกการขนส่งสินค้าขนาดเล็กออกมา และเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ในภาพรวมให้มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

การคมนาคม

ในอนาคตการคมนาคมจำเป็นต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เช่นการทำงานนอกสถานที่ นำมาซึ่งการลดจำนวนเที่ยวรถโดยสารสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพสังคม ที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เอง ที่ทำให้การคมนาคมต้องการความสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงปัญหาที่แก้ไม่ตก อย่างการจราจรแออัดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน และอุบัติเหตุทางท้องถนน

ไอเดียหนึ่งที่ถูกเสนอขึ้นเพื่อแก้โจทย์นี้คือแนวคิด MaaS (Mobility as a Service) ซึ่งจะสำเร็จได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี CASE เป็นหลัก

โดย MaaS ถูกแบ่งการใช้งานออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ การคมนาคมในเมือง, ในชทบท, และการท่องเที่ยว โดยการใช้งานในเมือง จะต้องการเทคโนโลยี “Connected” มากที่สุด ในขณะที่ความต้องการลดความแออัด และพัฒนาความสะดวกในการเดินทาง จะอยู่ในส่วนของ “Sharing”

ถัดมาคือในชนบท ซึ่งวิธีที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยคือ การนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และ Sharing มาใช้ร่วมกัน ในชื่อ “Cleans Mobility” ด้วยการใช้ยานยนต์ความเร็วต่ำเข้ามาเป็นบริการ และการขนส่งสาธารณะแทน เพื่อให้มีความปลอดภัยสูงขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ส่วนในด้านการท่องเที่ยวนั้น แนวคิดนี้กำลังถูกนำมาใช้ในการพัฒายานพาหนะ และธุรกิจรถเช่า เพื่อเปลี่ยนการเดินทาง ให้กลายเป็นการท่องเที่ยวไปในตัว ด้วยการใช้สมาร์ทโฟนเลือกเส้นทาง และรูปแบบการเดินทางได้ตามต้องการ เช่น การเดินทางด้วยรถ หรือเรือ แล้วเปลี่ยนไปเป็นจักรยานเมื่อถึงตำแหน่งที่ต้องการ

หนึ่งในบริษัท ที่นำ MaaS มาตั้งต้นในการพัฒนาคือ Toyota และ SoftBank ได้จับมือร่วมกันมุ่งหน้ายกระดับการคมนาคมภายใต้แนวคิดนี้ ก่อตั้ง “Monet” และพัฒนาแพล็ตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า ““e-Palette” มุ่งใช้ยานยนต์เป็นการบริการ เพื่อให้ยานยนต์มีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง e-Palette ซึ่งสามารถใช้งานในฐานะออฟฟิศ หรือร้านอาหารเคลื่อนที่ได้


ที่มา : Nikkan Kogyo Shimbun