อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คึกคัก หวังพึ่ง iPhone 12 สมาร์ทโฟน 5G รุ่นใหม่

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คึกคัก หวังพึ่ง iPhone 12 สมาร์ทโฟน 5G รุ่นใหม่

อัปเดตล่าสุด 20 ต.ค. 2563
  • Share :
  • 469 Reads   

การเปิดตัวสมาร์ทโฟนโมเดลใหม่ ย่อมหมายถึงความต้องการเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก แม้ตลาดสมาร์ทโฟนจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ก็ยังมีแรงส่งให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แสดงความคาดหวังว่า สมาร์ทโฟน 5G จะช่วยส่งเสริมภาคการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งล่าสุด การเปิดตัว iPhone 12 โมเดลใหม่ล่าสุดของ Apple ผนวกกับยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ 5G ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้ตลาดอิเล็กทรอนิกส์กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา บริษัท Apple ได้ประกาศเปิดตัว iPhone 12 โมเดลใหม่ล่าสุดรวมทั้งหมด 4 รุ่น และเป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับเครือข่าย 5G ซึ่ง Mr. Tim Cook CEO บริษัท Apple ได้กล่าวบนเวทีอย่างมั่นใจว่า ยุคใหม่ของ iPhone กำลังจะมาถึง

โดย iPhone รุ่นใหม่นี้ มีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคมเป็นต้นไป โดยในรุ่นท็อป “iPhone 12 Pro” และ “iPhone 12 Pro Max” มีจุดเด่นคือกล้อง 3 เลนส์ และการติดตั้งเทคโนโลยีเซนเซอร์ประสิทธิภาพสูงอย่าง “LiDAR” ซึ่งใช้เลเซอร์ในการวัดระยะ ซึ่งสามารถทำงานควบคู่กับ Augmented Reality (AR) ได้ ในขณะที่รุ่น “12” และ ”12 Mini” ใช้จอ LCD และกล้อง 2 เลนส์ พร้อมน้ำหนักที่เบาลงกว่า iPhone 11 ในขนาดหน้าจอที่เท่ากัน

Apple Ginza, Japan ในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2020 หลังการประกาศวางจำหน่าย iPhone รุ่นใหม่

ปัจจัยต่อยอดขาย iPhone และ สมาร์ทโฟน 5G

ตามรายงานยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลก ซึ่งจัดทำโดย International Data Corporation (IDC) ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้มียอดขายสมาร์โฟน 278.4 ล้านเครื่อง โดย Huawei มีส่วนแบ่ง 20.0% Samsung 19.5% และ Apple อยู่ในลำดับ 3 คือ 13.5%

โดยในช่วงที่ผ่านมา สมาร์ทโฟน 5G จัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาสูง และมีราคาประมาณ 950 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 30,000 บาท อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดของแบรนด์จีนอย่าง Xiaomi, ZTE, และ OPPO ทำให้ราคาเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ราว 380 - 660 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 12,000 - 20,000 บาท ซึ่งไม่ใช่แค่แบรนด์จีนเท่านั้นที่ขายสมาร์ทโฟน 5G ในราคาที่ถูกลง แต่ยังรวมไปถึงแบรนด์จากประเทศอื่นอย่าง Sharp จากญี่ปุ่น และ Google Pixel จากสหรัฐฯ อีกด้วย 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเครือข่าย 5G ยังคงใช้งานได้ในพื้นที่จำกัด และพื้นที่นอกเมืองส่วนมากยังคงใช้เครือข่าย 4G อยู่ และในหลายพื้นที่เองก็ยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ 4G ทำให้เป็นไปได้ว่าอาจต้องรอถึงปี 2023 จึงจะมีพื้นที่สัญญาณครอบคลุมเทียบเท่า 4G ทำให้เป็นที่น่าสนใจว่า iPhone รุ่นใหม่ รวมถึงสมาร์ทโฟน 5G อื่น ๆ จะสามารถทำยอดขายได้ดีในหลายประเทศที่บริการ 5G ยังไม่ครอบคลุมได้หรือไม่

อีกปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อยอดขายสมาร์ทโฟน 5G คืออัตราค่าบริการ เนื่องจากความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็ว ทำให้ผู้ให้บริการใช้การรับชมสื่อบันเทิงเป็นจุดขาย เช่น บริการภาพยนตร์ความคมชัดสูง แต่การรับส่งข้อมูลปริมาณมากหมายถึงค่าบริการที่เพิ่มขึ้น โดยในประเทศญี่ปุ่น กระทรวงการปกครองและการสื่อสาร ได้เก็บสถิติผู้ใช้สมาร์ทโฟนครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2020 พบว่า มีการรับส่งข้อมูลเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 20GB และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปอีกหลัง 5G เป็นที่แพร่หลาย รวมไปถึงปัจจัยอื่นจากสถานการณ์โควิด ทั้ง Work From Home และการศึกษาทางไกล ดังนั้น หากผู้ให้บริการเครือข่ายปรับลดอัตราค่าบริการลง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ยอดขายสมาร์ทโฟน 5G เพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน

อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้น นอกจากตลาดสมาร์ทโฟนแล้ว ยังมีอีกปัจจัยที่จำเป็นต้องติดตามคือสงครามการค้าจีน - สหรัฐฯ ที่ทำให้การแข่งขันระหว่าง Apple และ Huawei เป็นเหมือนสงครามตัวแทน โดยในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้เอง Huawei ได้ก้าวขึ้นมาแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตลาดจากที่แต่เดิมเป็นการแข่งขันระหว่าง Apple และ Samsung ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า การเข้ามาแทรกแซงโดยรัฐบาลทรัมป์ในปี 2019 นั้นเป็นประโยชน์ต่อ Apple ไม่มากก็น้อย

การเดินหมากของรัฐบาลสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ทำให้เกิดความกังวลในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ ที่มีลูกค้าเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนในจีนหลายราย เนื่องจากไม่แน่ชัดว่าในอนาคตจะมีรายใดถูกแบนอีกหรือไม่ และเมื่อผนวกกับการที่แบรนด์ใหญ่อย่าง Samsung ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศเกาหลีใต้เป็นหลัก ทำให้ iPhone ได้รับความสนใจมากขึ้นจากผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หลายราย

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนก็จำเป็นต้องจัดหาชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศอื่น ๆ นอกสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น Sony และ Kioxia ที่อยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาติส่งออกในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ยังเป็นอีกเรื่องที่ต้องเฝ้ามองว่า ผลการเลือกตั้งจะกระทบอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมไฮเทคอย่างไรต่อไป

ในอีกด้านหนึ่ง Mr. Yasuo Imanaka หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Rakuten Securities แสดงความเห็นว่า การชะลอตัวของตลาดจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากในที่สุด สมาร์ทโฟนเก่าที่ผู้บริโภคใช้อยู่ก็จะถูกเปลี่ยน ซึ่งจะทำให้ยอดขายสมาร์ทโฟนใหม่กลับมาดีขึ้น อย่างไรก็ตาม Mr. Yasuo ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า

แม้ยอดขายสมาร์ทโฟนจะกลับมาดีขึ้น แต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อาจไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึง เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี CPU และ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Inteligence: AI) นั้น ก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้จำนวนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในสมาร์ทโฟนลดลงได้เช่นเดียวกัน


ที่มา : Nikkan Kogyo Shimbun