หรืออุตฯ อิเล็กทรอนิกส์จะมุ่งยานยนต์เร็วกว่าที่คาด ?

อัปเดตล่าสุด 22 มี.ค. 2562
  • Share :
  • 813 Reads   

อย่างที่ทราบกันดีว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หลายราย ได้ลดความสำคัญของสมาร์ทโฟนที่มีต่อธุรกิจตน และมุ่งไปยังอุตสาหกรรมยานยนต์แทนที่ สืบเนื่องจากการชะลอตัวของตลาดสมาร์ทโฟนในระดับโลก และแนวทางการพัฒนายานยนต์ในปัจจุบันที่มีการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบของยานยนต์ต่อคันมากยิ่งขึ้น รวมถึงความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเพิ่มมากขึ้นไปอีกในอุตสาหกรรมยานยนต์หลังจากนี้ 

MLCC ผลิตภัณฑ์มาแรงในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์

IDC America สำนักวิเคราะห์จากสหรัฐ คาดการณ์ว่า ในปี 2019 ตลาดสมาร์ทโฟนจะมีจำนวนยอดขายสมาร์ทโฟนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยคาดว่า จะมียอดขายอยู่ที่ 1,394,900,000 เครื่อง ลดลงจากปี 2018 0.8% ซึ่งลดลงไม่มากนัก เนื่องจากการมาถึงของ 5G และสมาร์ทโฟนพับได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งหากนับเฉพาะในไตรมาสนี้แล้ว คาดการณ์ว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นถึง 2.3% ด้วยกัน 

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่รายหนึ่ง ได้แสดงความเห็นที่ขัดแย้งไว้ว่า “ผู้บริโภคจะยอมรับราคาของสมาร์ทโฟนพับได้ที่รองรับ 5G ได้จริงหรือ?”

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดสมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก ซึ่งแม้หลายฝ่าย จะคาดการณ์ว่าการมาของ 5G และสมาร์ทโฟนพับได้จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ก็มีอยู่หลายบริษัทเช่นกัน ที่มุ่งหน้าไปยังอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มเติม

ด้วยเหตุนี้เอง ตัวเก็บประจุเซรามิคแบบหลายชั้น (MultiLayer Ceramic Capacitors: MLCC) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ถูกใช้ในการผลิตทั้งสมาร์ทโฟน และยานยนต์ จึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้ง 2 ตลาดพร้อมกัน

Mr. Tsuneo Murata CEO บริษัท Murata Manufacturing ผู้ครองส่วนแบ่งตลาด MLCC อันดับ 1 ในตลาดโลก คาดการณ์ว่าความต้องการ MLCC ในทั้ง 2 อุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง และเป็นสาเหตุที่ทำให้ทางบริษัทตัดสินใจลงทุนเพิ่มกำลังผลิต ก่อนพบว่าความต้องการจากอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น นอกจากจะมั่นคงแล้ว ยังเพิ่มขึ้นสูง และรวดเร็วกว่าที่คาดไว้มาก จึงอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนทางด้าน TDK ซึ่งเป็นอีกผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด MLCC นั้น ก็อยู่ระหว่างการเสริมขีดความสามารถในการซัพพลายอยู่ ซึ่ง Mr. Shigenao Ishiguro ประธานบริษัทแสดงความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าความต้องการ MLCC ในอุตสาหกรรมยานยนต์จะสูงขึ้นอีกอย่างแน่นอน

Taiyo Yuden เป็นอีกรายที่คาดการณ์ว่าความต้องการ MLCC จะสูงขึ้น โดยเป็นผลจากรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และ 5G ในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน 

ทาง Kyocera นั้น แม้ว่าจะมีส่วนแบ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายอื่น แต่ก็แสดงความมั่นใจถึงความต้องการที่จะเพิ่มสูงในอนาคตเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง มี MLCC เป็นส่วนประกอบประมาณ 700 ชิ้น ส่วนในรถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 3,000 - 8,000 ชิ้น ซึ่งจำนวนที่ต่างกันมากเช่นนี้เอง ที่เป็นผลให้ยอดออเดอร์จากอุตสาหกรรมยานยนต์มีสูงกว่าสมาร์ทโฟน และเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ผลิตหลายรายเล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะมีความสำคัญต่อธุรกิจมากกว่าสมาร์ทโฟนในอนาคต

“ปฏิวัติยานยนต์” โอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์


Power Inductor จากบริษัท Murata Manufacturing

นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว อีก 2 ปัจจัย ที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับความสนใจจากผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ก็คือแนวคิด CASE (Connected, Autonomous, Shared, Electric) และเทคโนโลยี Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) ปี 2017

ซึ่งทั้ง 2 ล้วนแล้วแต่กระตุ้นความต้องการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างมาก เช่น ความต้องการตัวเหนี่ยวนำสำหรับแบตเตอรี่ยานยนต์ ความต้องการอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ในมาตรวัดต่าง ๆ ในยานยนต์ และอื่น ๆ


วงจรรวมซึ่งใช้เทคโนโลยี “Nano Pulse Control” ของบริษัท ROHM

ROHM ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ให้มีขนาดเล็กลง และทำงานได้ภายใต้แรงดันไฟฟ้าที่ต่างกันได้ จึงเลือกที่จะพัฒนาวงจรรวมจากเทคโนโลยี Nano Pulse Control เพื่อตอบสนองความต้องการจากอุตสาหกรรมยานยนต์ และผู้ผลิตมาตรวัดอิเล็กทรอนิกส์

อีกผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการจากอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ เซนเซอร์ และกล้อง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่าง ADAS ที่มีแต่ตะถูกใช้มากขึ้นในยานยนต์หลายโมเดล จนกระทั่งกลายเป็นมาตรฐานที่ยานยนต์ต้องมีในอนาคต


“Touch Input Module” จากบริษัท Alps Alpine

Alps Alpine เป็นอีกรายที่เล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีความเห็นว่านอกจากฮาร์ดแวร์แล้ว การพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคู่ก็เป็นสิ่งจำเป็น และเลือกพัฒนา “Touch Input Module” คอนโซลรถซึ่งรองรับการทำงานด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติ และการขับตามปกติ

ส่วน Nidec ประสบความสำเร็จในการพัฒนา In-Wheel Motor สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนอกจากจะมีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ผลิตยานยนต์สามารถออกแบบได้อย่างอิสระแล้ว ยังสามารถควบคุมล้อแต่ละข้างแยกกันได้ ซึ่งทางบริษัท คาดการณ์ว่ามอเตอร์ชนิดนี้ จะเริ่มเป็นที่แพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2023 เป็นต้นไป


In-Wheel Motor สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริษัท Nidec

นอกจากนี้ การชะลอตัวของตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คาดการณ์ว่าตลาดสมาร์ทโฟนจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ยากอีกด้วย


ที่มา : Nikkan Kogyo Shimbun